ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ลูกศิษย์พระราชา ผู้เดินตามรอยเท้าพ่อแห่งแผ่นดิน

คนบันดาลใจ ฉบับที่ 26 เดือนมกราคม - มีนาคม 2560
ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ลูกศิษย์พระราชา ผู้เดินตามรอยเท้าพ่อแห่งแผ่นดิน


          "ผมต้องการพิสูจน์ให้เกษตรกรเห็นว่า ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นอกจากจะทำให้ผู้ปฏิบัติมีความสุขแท้จริง ยังรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน และยังช่วยให้โลกที่กำลังร้อนระอุร่มเย็นลง"

          คำพูดเมื่อ พ.ศ. 2524 ที่เปรียบเสมือนพันธะสัญญาที่มีกับตัวเองของ อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) อดีตผู้อำนวยการกองในสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และอดีตอาจารย์สอนด้านการบริหารธุรกิจ ที่ตัดสินใจลาออกจากราชการ เพื่อนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในแนวทางเกษตรทฤษฏีใหม่ของในหลวง ผู้ที่อาจารย์รับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทมานานถึง 16 ปี ไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง โดยใช้ผืนนาอันแห้งแล้งของพี่สาวในจังหวัดชลบุรีเป็นสถานที่ทดลอง

          จากวันนั้นถึงวันนี้ ‘ศูนย์กสิกรรมมาบเอื้อง’ ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ‘ศาสตร์พระราชา’ นั้นหากลงมือทำ จะเห็นผลได้ดีเลิศจริงๆ ด้วยการขยายเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติเพื่อเศรษฐกิจพอเพียงไปมากถึง 118 ศูนย์ทั่วประเทศ อีกทั้งกำลังขยายไปไกลสู่ประเทศเพื่อนบ้านด้วย

          จากข้าราชการสู่เกษตรกรที่มากด้วยความมุ่งมั่น หลายคนรู้จักอาจารย์ในบทบาทประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านในวัยใกล้ 63 ปี เป็นพ่อของลูกสาว 2 คน

อาจารย์เป็นพ่อแบบไหน

ผมเป็นพ่อแบบโบราณ แต่ผมสอนเด็กมหาวิทยาลัยเยอะ ก็จะเป็นเพื่อนเขาไปด้วย เป็นที่ปรึกษาได้ เวลาลูกเครียดมีแรงกดดัน ผมหลับอยู่เขาก็จะเข้ามากอด มาเล่ามาระบายให้ฟัง ซึ่งเราไม่ต้องไปคิดอะไรแทน เพียงแต่ให้กำลังใจ ให้คำปลอบใจ คือ เด็กที่โตมาในยุคดิจิทัล ไม่ต้องการให้ใครสอน แต่ถ้าอยากรู้หรือติดขัดอะไรเขาจะตั้งคำถามเอง

อะไรคือความสุขในชีวิต

ผมทำงานเต็มกำลัง ตั้งมั่นสุจริต ใช้ชีวิตพอเพียง ส่วนตัวนี่แทบไม่ได้ใช้เงินอะไรเลย ผมทำงานมีความสุข กินก็ไม่อดอยาก ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์เหลือล้นด้วยซ้ำ เพราะเรามีเครือข่ายอยู่มากถึง 118 แห่ง ข้าวปลาอาหารทะเลพรั่งพร้อม  เราผลิตอาหารเกษตรอินทรีย์ 100% มีเพื่อน มีข้าวปลาอาหาร นี่ล่ะคือความสุข

ช่วยเล่าช่วงบุกเบิกเริ่มสร้างศูนย์กสิกรรมมาบเอื้อง

ผมสร้างมากับมือตั้งแต่ พ.ศ. 2526 จนเริ่มฝึกอบรมลูกศิษย์รุ่นแรกเมื่อ พ.ศ. 2541 กระทั่ง พ.ศ. 2545-2547 ก็ขยายไปทั่วประเทศ เพื่อสร้างคนตามหลัก 3 ประการ คือ 1. ให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ ภูมิใจในพระเจ้าอยู่หัว ร.9 2. ต้องเชี่ยวชาญตามความถนัด และ 3. ต้องกตัญญูกตเวที

อะไรคือหลักปรัชญาพระราชา

พระองค์ทรงพระราชทานคำง่ายๆ ว่า ‘พอ’ พอก็พอแล้ว คือ 1. ความพอประมาณ 2. ความมีเหตุมีผล 3. มีภูมิคุ้มกันในตน แต่สำคัญอยู่ที่ 2 เงื่อนไข คือ 1. รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง ไม่ใช่แค่ รู้งูๆ ปลาๆ แล้วไปชี้ จะเสียหายมากกว่าได้ประโยชน์ 2. ต้องมีคุณธรรม อีกสิ่งที่สำคัญคือ ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตอนนี้มหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่า 10 แห่ง เอาไปเปิดสอนกันแล้วในระหว่างประเทศ ภายใต้ปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของไทย และอีกไม่กี่ปีคนไทยต้องสอบชิงทุนไปเรียนเศรษฐกิจพอเพียงที่ต่างประเทศ จริงๆ เพราะบ้านเรายังไม่มีหลักสูตรนี้

คำสอนจากพ่อของแผ่นดิน

ท่านให้ยึดประโยชน์ตนเป็นกิจที่สอง ยึดประโยชน์เพื่อมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง แล้วลาภทรัพย์เกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชบิดาและพระราชมารดาที่ดี ทรงอบรมบ่มเพาะนิสัยให้ท่านรู้จักพึ่งพาตัวเอง ช่วยเหลือผู้อื่น มองคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์

และคำถามสุดท้าย อะไรคือสิ่งที่ได้รับจากการได้ทำงานกับในหลวง

ท่านตรัสไว้ว่า “...ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้นะ นอกจากความสุขที่ได้ร่วมกันทำงานเพื่อผู้อื่น...” แค่นี้ผมก็พอแล้วครับ

ในโลกนี้จะมีพระราชากี่พระองค์ ที่สามารถเข้าไปนั่งในหัวใจประชาชน เฉกเช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9...พ่อของแผ่นดินและปวงชนชาวไทย