สืบสานพระราชปณิธานและพระมหากรุณาธิคุณ โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาการแก้ไขปัญหาดินถล่มบนที่สูงชันตามแนวพระราชดำริ (มูลนิธิชัยพัฒนา)

มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ฉบับที่ 29 ตุลาคม - ธันวาคม 2560
สืบสานพระราชปณิธานและพระมหากรุณาธิคุณ โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาการแก้ไขปัญหาดินถล่มบนที่สูงชันตามแนวพระราชดำริ (มูลนิธิชัยพัฒนา)


“การจัดการที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้เหมาะสมอาจต้องใช้เวลานาน จึงควรให้ความรู้ให้ชาวบ้านสามารถอยู่ได้โดยไม่เกิดอันตราย ป้องกันตนเองได้ และจัดการปัญหาดินถล่มได้อย่างถาวร

การศึกษา วิจัย ทดลอง ด้านพืชยึดดิน ต้องให้ได้คำตอบว่าจะปลูกพืชอย่างไรให้มีรากแก้วลึกสลับกับแฝก หรือพืชอื่นที่เหมาะสมตามสภาพ

การทำวิจัยให้ได้แนวทางการจัดการปัญหาให้ได้ แล้วเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์แก่คนในชุมชนให้เป็นตัวอย่างให้ชัดเจน แล้วค่อยขยายผลไปยังชุมชนอื่น”

นี่คือพระราชดำริบางส่วนของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานแก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2554

มูลนิธิพลังที่ยั่งยืนร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธาน น้อมนำพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินถล่มในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ ‘โครงการศึกษาวิจัยการป้องกันแก้ไขดินถล่มบนที่สูงชันตามแนวพระราชดำริ (มูลนิธิชัยพัฒนา) : กรณีศึกษา บ้านหน้าถ้ำ ต.ท่าอุแท อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี’ ซึ่งเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางด้านวิศวกรรม กระสอบมีปีก หญ้าแฝก และพันธุ์พืช ผลจากความร่วมมือของชุมชน ได้นำความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้บ้านหน้าถ้ำ รับรู้ถึงสาเหตุ นำมาสู่วิธีรับมือ การป้องกัน และแก้ไขปัญหาดินถล่มระดับตื้นได้สำเร็จ กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบในการป้องกันดินถล่ม โดยมีวิทยากรชุมชนช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชุมชนพื้นที่เสี่ยงในบริเวณอื่นๆ หลายแห่งด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังได้ผลผลิตจากโครงการเป็นองค์ความรู้ ขยายผลไปสู่วงกว้าง ทั้งภาคปฏิบัติลงมือช่วยแก้ไขปัญหาดินถล่มระดับตื้นให้ชุมชนต่างๆ เช่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 4 จ.เชียงราย โรงเรียนปางต้นเดื่อ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ฯลฯ และภาคทฤษฎีคือ จัดอบรมให้ความรู้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยง และเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ล่าสุด เมื่อเดือนกรกฎาคม มูลนิธิพลังที่ยั่งยืนร่วมกับสำนักงานทรัพยากรจังหวัดน่าน ได้จัดงานเสวนาเรื่อง ‘ชุมชนกับการปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล การทำงานอย่างมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่จังหวัดน่าน โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่างๆ มาถ่ายทอดความรู้กับผู้เข้าร่วมวงเสวนา โดยถ่ายทอดเนื้อหา คือ

Nature Based Solution โดย ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ประธานคณะกรรมการจัดการรางวัลลูกโลกสีเขียว และที่ปรึกษาอาวุโส ศูนย์รีคอฟเพื่อคน-เพื่อป่า Nature Based Solution เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดการภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้ระบบนิเวศธรรมชาติมาจัดการกับปัญหาของธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยแบ่งการแก้ไขเป็น 3 ระดับ 1.) การใช้ระบบนิเวศธรรมชาติมาแก้ไข ซึ่งจะมีประโยชน์กับคนจำนวนมาก แต่ใช้เวลาในการดำเนินงานค่อนข้างนาน เช่น การกันพื้นที่สำหรับอนุรักษ์ 2.) การจัดการโดยเลียนแบบระบบนิเวศธรรมชาติ เช่น วนเกษตร หรือสวนสมรม จะมีประโยชน์กับคนบริเวณนั้น 3.) ออกแบบและจัดการให้เป็นระบบนิเวศขึ้นมาใหม่ เช่น อาคารที่สร้างขึ้นโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle) ของตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการเลือกพื้นที่ทำเล การออกแบบ การก่อสร้าง การดำเนินการ การดูแล การซ่อมแซมปรับปรุง รวมไปถึงการทำลายตัวอาคารด้วย

ดร.โกมล แพรกทอง คณะกรรมการคัดเลือกรางวัลลูกโลกสีเขียว ได้เสนอแนวทาง การจัดการร่วม เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากร โดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สูงสุด โดยยกตัวอย่างชุมชนบ้านบางลา จ.ภูเก็ต ร่วมกับหน่วยงานจัดการป่าชายเลน และเทศบาลตำบลปากคลอก ร่วมอนุรักษ์ป่าชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติชายเลนคลองท่าเรือ ซึ่งมีพันธุ์ไม้หายาก อาทิ พังกาหัวสุมดอกแดง ส่งผลให้นากทะเลกลับมาอีกทั้ง การรวมกลุ่มของชุมชนนำไปสู่การออมทรัพย์และการพัฒนาอาชีพ ก่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง

ดร.ส่งเกียรติ ทานสัมฤทธิ์ ที่ปรึกษามูลนิธิพลังที่ยั่งยืน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ กรณีศึกษา บ้านหน้าถ้ำ
จ.สุราษฎร์ธานี
ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาดินถล่มระดับตื้น โดยประยุกต์ใช้กระสอบมีปีก และบูรณาการวิธีทางวิศวกรรม ร่วมกับวิธีทางพฤกษศาสตร์ ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่มีผลต่อดินถล่ม คือ ความลาดชัน ปริมาณน้ำ ดิน ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหา คือ การนำดินใส่กระสอบมีปีก ระบายน้ำผิวดินและใต้ดิน ลดความชันโดยทำขั้นบันได ใช้รากพืชและวิธีวิศวกรรมช่วยยึดเกาะดิน ส่งผลให้สามารถลดปัญหาดินถล่มระดับตื้นได้


ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ประธานกรรมการบริหารธนาคารต้นไม้ระดับชาติ ได้แนะนำเรื่อง การปลูกพืชแบบวนเกษตรและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตร คือ ทางรอดของเกษตรกร ดังนี้

  1. ปลูกไม้โตเร็ว สามารถโค่น แปรรูปไม้ใช้ก่อสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เมื่ออายุ 10 ปี ขึ้นไป เลือกเฉพาะต้นใหญ่ หากเกิดความจำเป็นต้องตัดโค่น ปลูกไม้โตปานกลาง และโตช้า อายุ 25 ปีแล้ว ปลูกผสมผสานกัน อย่าให้ไม้ชนิดเดียวกันอยู่ติดกัน เพื่อไม่แย่งอาหารกัน ส่งเสริมให้โตเร็ว เกื้อกูลอาหารซึ่งกันและกัน
  2. สามปีแรกที่ปลูก ให้ใช้พื้นที่ว่าง ปลูกพืชอายุสั้น ข้าว ข้าวโพด หรือพืชผักสวนครัว สมุนไพรบางชนิด ทำปุ๋ยหมัก เผาถ่าน-น้ำส้มควันไม้ ทำน้ำหมักชีวภาพ
  3. ปีที่ 4 เริ่มปลูกพริกไทย ดีปลี ตามโคนต้นไม้ทุกต้น โดยจะให้ผลผลิตเมื่อปลูกได้ 6 เดือน และให้ผลผลิตเต็มที่เมื่อปลูกได้ 2 ปี เป็นต้นไป
  4. ปีที่ 6 (ปลูกต้นไม้ได้ 5 ปี) พริกไทย ดีปลี จะให้ผลผลิต ต้นละ 1 กิโลกรัม/เดือน ฉะนั้น ใน 1 เดือนจะได้ 500 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100 บาท เท่ากับมีรายได้ เดือนละ 50,000 บาท ปีละ 600,000 บาท เป็นเวลา 25 - 50 ปี​​

พลังงานทดแทนสำหรับชุมชน นายจักรกฤษณ์ ชื่นใจเล็ก หัวหน้าทีมวิจัยและจัดการองค์ความรู้

มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน พัฒนาระบบพลังงานทดแทนในถิ่นทุรกันดาร เป็นโครงการที่มูลนิธิพลังที่ยั่งยืนได้เข้าไปให้ความรู้ และร่วมติดตั้งพลังงานที่เหมาะสมกับชุมชนในท้องถิ่นที่ขาดแคลน ทำการวิเคราะห์ปัญหา เก็บข้อมูลชุมชน วิเคราะห์ศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานน้ำ วิเคราะห์ทางเลือก ความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม อีกทั้งอบรมให้ความรู้ชุมชนและติดตั้งระบบ

            ความรู้ที่ได้จากโครงการ เป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ชุมชนมีทักษะและความรู้ในการปรับตัว แม้จะเกิดสภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุลได้ เพื่อให้มีความสุขดั่งประราชปณิธานของคนบนฟ้า