น้อมนําศาสตร์พระราชา สร้างคุณค่าให้ชุมชน ดํารงตนอย่างพอเพียง

พลังแห่งชุมชน ฉบับที่ 29 ตุลาคม - ธันวาคม 2560
น้อมนําศาสตร์พระราชา สร้างคุณค่าให้ชุมชน ดํารงตนอย่างพอเพียง


บรรดาพ่อๆ แม่ๆ ที่ ต.นาอุดม อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร พากันส่งเสียงพูดคุยดังเจื้อยแจ้ว ขณะกำลังช่วยกันทำเมนูมื้อเที่ยง ทั้งย่างไก่ ตำส้มตำ ทำแกงอ่อมหน่อไม้สด แกงเห็ดป่าสารพัดชนิด ที่เก็บมาสดๆ จากในป่าชุมชน กินกับข้าวนึ่งร้อนๆ ควันกรุ่นที่เพิ่งยกลงจากเตา ขณะที่เจ้าบ้านร้องบอกให้เว้นท้องไว้รอกินข้าวหลามสูตรเด็ดที่กำลังเผาใกล้สุกส่งกลิ่นหอม  วางเรียงรายเป็นแถวอยู่ข้างกองไฟ มองเห็นน้ำกะทิกำลังเดือดปุดๆ อยู่ที่ปากกระบอกไม้ไผ่ ที่เพิ่งตัดมาจากป่าเช่นกัน

            “...ลูกๆ ดูเอาไว้นะ ว่าข้าวปลาอาหารที่เรากินกันมื้อนี้ มาจากป่าชุมชนที่เกิดจากพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผู้พระราชทานความรู้อันเป็นศาสตร์พระราชา ที่ทำให้คนนาอุดมได้ร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า จนกระทั่งนำไปสู่ความ มีอยู่มีกิน อย่างอุดมสมบูรณ์สมกับชื่อตำบล ด้วยความร่มเย็นกันมานานแสนนานแล้ว...”

            สมาชิกในวงข้าว ทั้งพ่อสุนทร แม่หมอน แม่เปิ้ล แม่ใจ แม่อรัญ บ่าวจ่อย และทีมงานสานสุข ผู้มาเยือน ต่างนิ่งเงียบและตั้งใจฟัง...

            พ่อทองแดง แก้วศรีนวน ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนภูไม้ซาง เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา ผืนป่าใหญ่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์พืช สัตว์ป่า และสมุนไพร เป็นแหล่งซับน้ำต้นกำเนิดของลำธารหลายสายที่หล่อเลี้ยงผืนดินให้ชุ่มชื้น เป็นแหล่งอาหารและยารักษาโรคให้ผู้คนได้ใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน

...จนกระทั่งวันหนึ่ง ป่าใหญ่ก็เสื่อมโทรมลงจนเริ่มวิกฤติ คนนาอุดมจึงรวมตัวกันลุกขึ้นมาปกป้องพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่ ทั้งต้องสู้กับการสัมปทานป่าไม้ การบุกรุกป่าของนายทุนและผู้มีอิทธิพล แต่ที่ยากมากที่สุด คือการสู้กับความคิดของชาวบ้านด้วยกันเอง

พ่อทองแดงลงมือศึกษาแนวทางการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อนำไปสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ เช่น น้อมนำพระราชดำรัสที่มีใจความสำคัญ อาทิ ....ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมของเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล และอากาศ มิได้เป็นเพียงสิ่งสวยๆ งามๆ เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไว้ให้ดีนี้ ก็เท่ากับเป็นการปกปักรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลานของเราด้วย...”  ไปสร้างความเข้าใจกับทีมงานเล็กๆ ไม่กี่คนก่อน แล้วจึงค่อยขยายผลต่อออกไปเรื่อยๆ 

พ่อเล่าต่อว่า ความภาคภูมิใจในชีวิตครั้งหนึ่ง คือเมื่อวัยเด็กได้มีโอกาสเข้ารับพระราชทานชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน จากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงใช้เรื่องราวของ ‘โครงการพัฒนาดอยตุง’ ที่สมเด็จย่าทรงพลิกฟื้นภูเขาหัวโล้นที่ดอยตุง จ.เชียงราย ให้กลับกลายเป็นผืนป่าเขียวขจี และทรงใช้กุศโลบายการปลูกป่า ให้นำไปสู่การพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของชาวเขา รวมถึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์การเกษตรที่สร้างรายได้มากมายให้กับประเทศ เป็นตัวอย่างบอกเล่าให้ชาวบ้านเห็นรูปธรรมที่ชัดเจนของการ ‘การปลูกป่าใจใจคน’ ที่ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่เป็นการช่วยพัฒนาและการปลูกความยั่งยืนลงสู่แผ่นดิน ให้ ‘หาอยู่ หากิน’ กันได้ชั่วลูกหลาน

            แม้จะใช้เวลาและพลังกายใจอย่างมากมาย หากแต่ความตั้งใจของคนนาอุดมก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อสมาชิกชุมชนร่วมกันจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนภูไม้ซาง (บ้านทรายทอง) ดูแลผืนป่าชุมชน 400 ไร่ ร่วมกับอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว มีการออกกฎระเบียบการใช้ประโยชน์จากป่า ตั้งทีมงานลาดตระเวนและดูแลป้องกันไฟป่า การทำแนวป้องกันไฟ การปลูกต้นไม้ในวันสำคัญต่างๆ การจัดอบรมเยาวชน และใช้ป่าเป็นห้องเรียนธรรมชาติสำหรับโรงเรียนต่างๆ โดยรอบ

            ปี 2554 กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนภูไม้ซาง ร่วมเป็นนักวิจัยท้องถิ่น กับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.มุกดาหาร ได้ทำการศึกษาและสำรวจ ‘ทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น’ ที่มีผลการศึกษาข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ถึงคุณค่าของป่าชุมชนภูไม้ซาง อาทิ พบเห็ดป่าตามฤดูกาล ถึง 64 ชนิด (ทั้งที่กินได้และกินไม่ได้) ผัก ผลไม้ป่า ที่เป็นพืชอาหาร น้ำผึ้ง และสมุนไพรหลายชนิด รวมทั้งพบว่าในป่าชุมชนมี ‘ไผ่เปราะ หรือไผ่น้อย’ (ภาษาท้องถิ่น) ที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นไผ่ที่นำไปใช้ทำข้าวหลามได้ดี เพราะมีเยื่อไผ่ที่หอม ทำให้ข้าวหลามมีรสชาติอร่อย นับเป็นการสืบสานภูมิปัญญา และวัฒนธรรมการกินอยู่อย่างธรรมชาติที่ชัดเจนมาก รวมถึงตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าของการร่วมกันดูแลรักษาป่า

            นอกจากนี้ สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าและชุมชนใกล้เคียง ยังได้ทำการฝึกอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.)  ที่ได้น้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ว่า “...ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ข้าพเจ้าจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีแด่น้ำ...” เป็นการจุดประกายให้คนนาอุดมตั้งใจสืบสานปณิธานต่อไปว่า “...ในฐานะที่พวกเราเป็น รสทป. ของพระราชินี ภารกิจชีวิตด้วยหัวใจของพวกเรา คือการเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท รวมกันเป็นผืนป่าใหญ่ที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ ตราบนานเท่านาน...”

            ขณะที่พ่อสุนทร พันธ์ศรี เป็นอีกบุคคลหนึ่งผู้เป็นแบบอย่างในการน้อมนำศาสตร์พระราชา มาสร้างคุณค่าให้ที่ดินด้วยการ ‘ปลูกอยู่ ปลูกกิน’ โดยยึดหลักการเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นต้นแบบให้กับผู้คนมากมาย ก็เล่าเรื่องของตนเองให้ฟังว่า เมื่อสมัยหนุ่มๆ เคยได้ไปใช้ชีวิตที่ภาคใต้อยู่ระยะหนึ่ง โดยทำงานเป็นลูกจ้างในเหมืองแร่ และรับจ้างกรีดยางพารา จากนั้นได้เข้ามาขับรถแท็กซี่และค้าขายอาหารอีสานอยู่ในกรุงเทพฯ ต่ออีกหลายปี ซึ่งแม้จะมีรายได้ดี แต่ก็แทบไม่มีเงินเหลือเก็บ เพราะหมดไปกับการเที่ยวเตร่เสเพลตามประสาวัยหนุ่ม จนเมื่อตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่ จ.ยโสธร ได้พบรักและแต่งงานอยู่กินกับแม่ลี พันธ์ศรี จนมีลูกด้วยกัน 2 คน จึงอพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่บ้านนาอุดมแห่งนี้

            “...สมัยก่อนที่ดินบริเวณนี้เป็นป่าใหญ่ มีไม้กระบากอยู่มากที่สุด แล้วก็มีไม้ตะเคียน ไม้ยางนา พ่อเลยตัดสินใจซื้อเอาไว้ 50 ไร่ เพราะดูจากสภาพตอนนั้นแล้วคือเป็นที่ดินที่มีอาหารการกินสมบูรณ์มาก คิดเลยว่ายังไงก็มีอยู่มีกินไม่มีวันหมด แต่พอเวลาผ่านไป ความเจริญเข้ามามากขึ้น คนมาอยู่กันมากขึ้น จนในที่สุดทุกอย่างก็แทบหมดไป น้ำแห้งลง ดินเสื่อมสภาพ ผืนดินดำน้ำชุ่มหายไปหมด...”

            ในช่วงเวลานั้น มีหลายหน่วยงานพาชาวบ้านไปอบรมและศึกษาดูงาน ตามศูนย์การเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในจังหวัดต่างๆ  ซึ่งพ่อสุนทรก็มีโอกาสเดินทางไปด้วย และได้นำความรู้เหล่านั้นกลับมาลองปรับใช้กับที่ดินของตัวเอง เริ่มจากการลอง ‘ปลูกทุกอย่างที่ชอบกิน’ ทั้งไม้ผลตามฤดูกาล ผัก ผลไม้พื้นบ้าน ผักสวนครัว สมุนไพร แบ่งพื้นที่ขุดบ่อเก็บน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ และเป็นแก้มลิง ทำนาข้าว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ไข่ แล้วอาจมีไม้เศรษฐกิจแทรกลงไปบ้าง ปลูกไปปลูกมาจนตอนนี้ในสวนมีพันธุ์ไม้รวมกว่า 100 ชนิด แล้ว

            “...วิชาความรู้ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้ประชาชน ไม่ใช่การชี้นำหรือเป็นวิชาสำเร็จรูปให้ท่องจำ แต่ทรงชี้แนะ ให้เห็นแนวทาง ให้เรานำมาคิด วิเคราะห์ เพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของเรา ลูกๆ อาจคิดว่าสวนนี้ก็ไม่เห็นจะแตกต่างจากสวนของคนอื่นทั่วไป แต่มีความต่างก็คือ รูปแบบและพันธุ์พืชในสวนนี้ พ่อใช้ความรู้จากการไปศึกษา อบรม ดูงาน กลับมาทดลองมาปลูกแล้ว ว่าชนิดไหนบ้างที่เหมาะสมกับ

สภาพดิน น้ำ และอากาศของบ้านนาอุดม ที่คนอื่นสามารถนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องลองผิดลองถูกกันใหม่...”

            ทุกวันนี้สวนของพ่อสุนทรพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์ กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงที่มีผู้คนมากมายแวะมาเยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำความรู้กลับไปปรับใช้ ซึ่งพ่อจะพูดกับผู้มาเยือนเสมอว่า “...ความพอเพียงในแบบของพ่อ คือ อย่ามองที่ตัวเงินเป็นหลัก ทำแต่พอประมาณอย่าให้เป็นภาระ มีคนถามว่าทำไมพ่อเลี้ยงไก่แค่ 3 ตัว พ่อก็บอกว่าไก่ออกไข่วันละ 3 ฟอง ก็กินไม่ทันแล้ว เลี้ยงมากไปก็กลายเป็นภาระ ผักผลไม้ในสวน ใครจะเข้ามาเก็บก็ได้ไม่หวงห้าม ถือเป็นการแบ่งปัน อะไรที่ประหยัดได้ก็ประหยัด อะไรที่ทำเองได้ก็ทำแบบพึ่งพาตนเอง อะไรที่แบ่งได้ก็แบ่งปันกัน และเมื่อยืนได้ด้วยตัวเอง เราก็จะพึ่งพาคนอื่นน้อยลง...”

            หากถามว่าได้น้อมนำศาสตร์พระราชาข้อใดมาเป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิต พ่อทั้งสองสบตากันชั่วครู่ก่อนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ...หากจะจดจารึกความรู้ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ให้ประชาชน แม้จะเขียนไว้บนผืนฟ้าก็คงมีเนื้อที่ไม่เพียงพอ... หากแต่คนนาอุดมทั้งหมดได้น้อมนำตัวอย่างจากความเพียรของพระองค์มาใช้ในการดำรงชีวิต

            “...พ่อจำได้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเรื่องความเพียรไว้ว่า ...การฝึกฝนความเพียร ถึงหากแรกๆ จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยลำบาก แต่พอได้เพียรจนเป็นนิสัยแล้ว ก็จะกลับกลายเป็นพลังอย่างสำคัญที่คอยกระตุ้นเตือนให้ทำงานอย่างจริงจังด้วยใจร่าเริง...เป็นคำที่สร้างพลังใจให้พวกเราเสมอ เมื่อย้อนคิดกลับไปถึงครั้งที่เหน็ดเหนื่อยกับการต่อสู้เพื่อปกป้องป่า ถ้าตอนนั้นเราท้อถอยหมดความเพียร วันนี้ก็คงจะไม่เหลืออะไรเลย...”  พ่อทองแดงกล่าว

            “...พ่อเชื่อมั่นว่า แนวทางการดำรงตนด้วยความพอเพียง คือความสุขที่ยั่งยืน เราจะอยู่ได้อย่างมีภูมิคุ้มกันท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง เพราะแม้แต่ทั่วโลกยังยอมรับและยกย่องสรรเสริญ ดังนั้นคนไทยเรานี่ล่ะยิ่งต้องน้อมนำมาปฏิบัติด้วยความเพียร...” พ่อสุนทรกล่าวปิดท้าย

เรื่องราวของคนนาอุดมที่บอกเล่ามา แม้จะเป็นตัวอย่างเล็กๆ แต่ก็คือบทพิสูจน์ที่เป็นจริงของศาสตร์ในการแก้ปัญหาดิน น้ำ ป่า ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้เป็นทางรอดของเกษตรกรไทย ให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน

            ...แม้วัน เวลา จะผ่านมาจนถึงวันนี้แล้ว หากแต่คนนาอุดมยังเชื่อเสมอว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ได้ละทิ้งประชาชนไปเลยแม้สักวัน นั่นเพราะความรู้และแนวทางอันเป็นศาสตร์พระราชาที่ได้พระราชทานไว้ ยังอยู่ในผืนดิน ผืนน้ำ ผืนป่า นาข้าว อยู่ในบ้าน ในวิถีชีวิต ในหัวใจของเรา คนไทยทั้งประเทศตลอดไปตราบนิรันดร์...”