พัฒนาครู พัฒนาเยาวชน ในแบบโครงการโรงเรียนแห่งศตวรรษที่ 21 จ.ระยอง

สานปัญญา ฉบับที่ 28 กรกฎาคม - กันยายน 2560
พัฒนาครู พัฒนาเยาวชน ในแบบโครงการโรงเรียนแห่งศตวรรษที่ 21 จ.ระยอง


ในยุค Thailand 4.0 การพัฒนา ‘คน’ ให้มีคุณภาพ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติให้เจริญเติบโต แต่สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จได้ด้วยดี มิได้เกิดจากคนใดคนหนึ่ง หากแต่หลายภาคส่วนต้องมาช่วยกันปฏิรูปการศึกษา พัฒนาครู พัฒนาเยาวชน อย่างเป็นรูปธรรม   

จากความสำเร็จเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ ในการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ ปัจจุบันเราเริ่มเห็นการหว่านเมล็ดพันธุ์นวัตกรรมทางการศึกษาออกไปในแต่ละพื้นที่มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ‘โครงการโรงเรียนแห่งศตวรรษที่ 21’ ซึ่งจังหวัดระยองร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา และกลุ่ม ปตท. จังหวัดระยอง พัฒนาโรงเรียน และ/หรือห้องเรียนต้นแบบ เป็นระยะเวลา 5 ปี (ปี 2559 – 2563) เพื่อนำนวัตกรรมทางการศึกษาของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนามาพัฒนาเยาวชนทั้งทางด้านทักษะการคิดวิเคราะห์และยกระดับจิตใจของเยาวชนให้เติบโตขึ้นเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของสังคมได้

โรงเรียนวัดเนินกระปรอก ถือเป็นโรงเรียนหนึ่งที่ร่วมนำร่องพัฒนาเพื่อเป็นต้นแบบความสำเร็จของ ‘โครงการโรงเรียนแห่งศตวรรษที่ 21’ ใน จ.ระยอง โดยใช้กระบวนการตามแบบโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา คุณสมเดช อ่างศิลา ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินกระปรอก เปิดใจว่าก่อนเกษียณอายุราชการ เขาหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในแวดวงการศึกษาของไทย

“โรงเรียนวัดเนินกระปรอกเป็นโรงเรียนของรัฐ พวกเราเป็นครู เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เราจะรับแต่เงินเดือน เช้าสอน-เย็นกลับแค่นั้นหรือ ครูอย่างเราจะสามารถทำสิ่งใดที่มากกว่าการสั่งให้เด็กเปิดหนังสือ แล้วสอนตามนั้นได้ไหม ผมเชื่อว่าครูของเรามีศักยภาพมากกว่านั้น แม้แต่ตัวเด็กเอง ทุกวันนี้เขามีความสุขกับการเรียนหรือมีทักษะพร้อมแค่ไหนที่จะเติบโตขึ้นในศตวรรษที่ 21”

คำถามเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ ผอ.สมเดช ศึกษาแนวทางของโรงเรียนนอกกะลาอย่างจริงจัง และตัดสินใจเปลี่ยนโครงสร้างหลักสูตร และปรับแบบแผนพฤติกรรมภายในโรงเรียนตามแบบโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ตลอด 1 ปีการศึกษาที่โรงเรียนวัดเนินกระปรอกเข้าสู่กระบวนการพัฒนา พบเห็นผลลัพธ์ของความเปลี่ยนแปลงในตัวครูและนักเรียนอย่างเห็นได้ชัด

“สิ่งสำคัญในการพัฒนาคือ ตัวผู้นำต้องเปลี่ยนวิธีคิดและเชื่อในสิ่งที่ทำก่อน รวมทั้งปรับจิตของครูให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะการจัดการเรียนการสอนจะไม่ใช่ลักษณะครูสอน เด็กเรียน เด็กต้องฟังครู และสิ่งที่ครูพูดนั้นถูกทุกอย่างเหมือนในอดีต แต่ครูและนักเรียนจะต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน โดยครูทำหน้าที่เป็นโค้ช แนะนำให้เด็กเรียนรู้ผ่านปัญหาและการตั้งคำถาม (Problem Based Learning : PBL) ผิดถูกไม่เป็นไร หากผิด...เรามาเรียนรู้จากความผิดพลาดร่วมกัน

“สำหรับครูผู้สอนนั้น กระบวนการ Professional Learning Community และจิตศึกษามีส่วนช่วยพัฒนาครู ด้วยการสร้างสนามพลังบวกทำให้ครูเห็นภาพความสำเร็จ ทุกสัปดาห์ครูจะมานั่งคุยกันว่าพบเห็นความงอกงามอะไรในตัวเด็กบ้าง ใครมีปัญหาอะไร ก็แนะนำแนวทางแก้ไขกันแบบกัลยาณมิตร กระบวนการนี้ช่วยขัดเกลาทำให้จิตของครูใหญ่ขึ้น และเห็นแก่ส่วนรวมมากขึ้น”

การสร้างสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ก็มีความสำคัญ ในบางครั้งห้องเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ก็ปราศจากโต๊ะเก้าอี้ ครูและเด็กนั่งเรียนด้วยกันแบบสบายๆ กับพื้น หรือหากต้องการค้นหาข้อมูล ก็วิ่งไปใช้งานคอมพิวเตอร์ซึ่งตั้งอยู่หลังห้องได้ทันที 1 ปีการศึกษาผ่านไป สังเกตได้ว่าเด็กมีสติและสมาธิที่จดจ่อมากขึ้น รู้จักรับฟังโดยไม่ตัดสิน เห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว รวมทั้งนับถือและให้เกียรติผู้อื่น

“แม้วิธีการจัดการเรียนการสอนจะแตกต่าง แต่ทักษะความรู้ของเด็กนอกจากยึดตามเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการ เรายังเติมนิสัยบางอย่างที่จำเป็นลงไป เช่น การเรียนรู้ภาษาไทย เราไม่ได้สอนตามหนังสือแบบเรียน แต่สอนผ่านวรรณกรรม โดยแต่ละชั้นเรียนต้องอ่านหนังสืออย่างน้อยปีละ 4 เล่ม เด็กที่นี่จึงไม่เพียงอ่านออกเขียนได้ตามเกณฑ์ แต่ยังรักการอ่านด้วย

กระบวนการจิตศึกษายังขัดเกลาครูให้มีความนุ่มนวลกับเด็ก เหมือนเด็กเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ควรเคารพ ในขณะที่ครูส่งของให้เด็ก เด็กไหว้รับ ครูไหว้ตอบ ขณะเดียวกันครูก็ไหว้เด็กก่อนได้ ทุกอย่างทำออกมาจากใจ ไม่มีวัย ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีตัวตนเป็นอุปสรรค นี่เป็นแบบแผนที่เราสร้างขึ้นเพื่อให้ติดตัวเป็นนิสัย เพื่อสร้างสังคมแห่งการเคารพตนเองและเคารพผู้อื่น   

นอกจากนี้ เรายังสร้างเครือข่ายผู้ปกครองที่เข้มแข็ง และสร้างกิจกรรมให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม และทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนา ทุกเดือนตัวแทนของพ่อแม่ผู้ปกครองจะมานั่งพูดคุยกัน ทุกวันพุธจะมาเลี้ยงอาหารและสอนหนังสือเด็กร่วมกัน ผมบอกผู้ปกครองไปว่า อย่าดีแต่ลูกของเรา ต้องดีกับลูกของเพื่อนเราด้วย เพราะวันหนึ่งเราต้องตาย แต่เขาต้องอยู่ต่อ ดังนั้น เราต้องช่วยกันสร้างสังคมที่ดีให้กับลูกๆ ของเรา”

และนี่คือพัฒนาการทางการศึกษาที่งอกงามขึ้นมาในโรงเรียนวัดเนินกระปรอก จ.ระยอง ซึ่งครู นักเรียน ตลอดจนผู้ปกครองมีส่วนร่วมสร้างขึ้นด้วยกันด้วยใจ เพื่อพัฒนา ‘คน’ รุ่นต่อไปที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศในอนาคต