จากพระราชปณิธาน “ฉันจะสร้างป่า” สู่โครงการ ‘ค่ายตะบันน้ำใจ ตามรอยพ่อ’

รอบรั้วรอบบ้าน ฉบับที่ 28 กรกฎาคม - กันยายน 2560
จากพระราชปณิธาน “ฉันจะสร้างป่า” สู่โครงการ ‘ค่ายตะบันน้ำใจ ตามรอยพ่อ’


“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”    

พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2525

เชื่อเหลือเกินว่าสำหรับคนไทยหลายๆ คน เวลาได้ยินหรือนึกถึงพระราชปณิธานดังกล่าวของสมเด็จฯ ท่าน หลังนัยน์ตาจะปรากฏภาพสีเขียวจัดของผืนป่า จะมองเห็นต้นไม้สูงใหญ่เปลือกหนาอันเป็นต้นกำเนิดของตาน้ำเล็กๆ จากตาน้ำกลายเป็นสายธารเป็นแม่น้ำย่อมๆ ไหลลงจากยอดเขา เกิดเป็นคูคลองหนองบึงและแม่น้ำใหญ่ที่ให้กำเนิดชีวิตและหล่อเลี้ยงชีวิตคน สัตว์ ต้นไม้ทุกแห่งหนที่น้ำไหลผ่าน อย่างไรก็ตาม ความเห็นแก่ตัวทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าเป็นวงกว้าง การอนุรักษ์ผืนป่าและแหล่งต้นน้ำลำธารจึงเป็นภารกิจที่ไม่ง่าย แต่ถึงกระนั้นคนไทยยังโชคดีเพราะแม่ของแผ่นดินทรงเห็นความสำคัญของเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงเป็นเสาหลักในการรักษาดูแลผืนป่า และทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจให้คนที่ทำงานเพื่อปกป้องผืนป่ามีแรงมีกำลังใจในการทำหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็งสืบไป

ดังที่ครั้งหนึ่งทรงมีพระราชเสาวนีย์อยากเห็นพื้นที่สักแห่งใช้เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้ของไทยไว้ให้อยู่ในที่เดียวกันเพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้ศึกษา เป็นแหล่งขยายพันธ์ไม้ไม่ให้สูญพันธุ์ และเป็นเขตอนุรักษ์แหล่งน้ำลำธารไปพร้อมกันด้วย จึงได้เกิดเป็นโครงการศูนย์ป่าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จังหวัดราชบุรี ที่มีอาณาเขตครอบคลุม 6 ตำบล 52 หมู่บ้าน พื้นที่รวม 524,818 ไร่ แบ่งเป็นศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่า เขตอุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน พื้นที่ส่วนขยายเขต และพื้นที่เขตพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี

นอกจากวัตถุประสงค์ในการจัดทำสวนป่าเพื่ออนุรักษ์ป่าและน้ำแล้ว ก็มีการพัฒนาพื้นที่ทำกินของชาวบ้านให้มีประสิทธิภาพในการทำการเกษตรเพิ่มขึ้น พัฒนาพื้นที่บางส่วนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สำคัญสมเด็จฯ ยังโปรดให้ตั้งโรงเรียนสอนศิลปาชีพเพื่อพัฒนาอาชีพใหม่ๆ เช่น การจักสานไม้ไผ่ละเอียด การทอผ้าไหม การทำเครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ ทำให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และให้บ้านของพวกเขาเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงของชีวิตอย่างแท้จริง

โครงการดังกล่าวดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2532 จนถึงปัจจุบัน หากไปลองศึกษาผลที่เกิดขึ้นก็จะพบความสำเร็จที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ตัวอย่างเช่น พื้นที่ที่เป็นโครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติฯ นั้นเป็นเขตชายแดนไทย-เมียนมาซึ่งมีหมู่บ้านชาวไทยเชื้อสายกระเหรี่ยงหลายหมู่บ้าน แต่ก่อนจะแยกตัวจากส่วนกลาง ชาวบ้านมีอาชีพตัดไม้หาของป่าเป็นหลัก และมีปัญหายาเสพติดด้วย แต่ปัจจุบันพวกเขามีอาชีพทางหัตถศิลป์ที่มั่นคงและหันมาช่วยกันอนุรักษ์ผืนป่า ป่าที่สมบูรณ์ขึ้นก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เกิดเป็นรายได้ให้คนในพื้นที่อีกทางหนึ่ง เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติดที่หมดไป

โครงการสวนป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ดึงดูดหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยกันพัฒนา บริษัท ปตท. ในฐานะที่เริ่มทำโครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2537 ก็เข้ามามีส่วนร่วมกับที่นี่หลายครั้ง ล่าสุดบริษัท ปตท. ร่วมกับกองพลพัฒนาที่ 1 ค่ายศรีสุริยวงศ์ จังหวัดราชบุรี ร่วมกันทำกิจกรรม ‘ค่ายตะบันน้ำใจ ตามรอยพ่อ’ ในพื้นที่ป่าของอุทยานธรรมชาติวิทยาตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในครั้งนี้พนักงานกลุ่มปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ และจิตอาสา ปตท. รวม 60 คน ได้นำเครื่องตะบันน้ำหรือ Hydraulic Ram Pump และระบบส่งน้ำขึ้นที่สูงโดยไม่ใช้ไฟฟ้าและน้ำมันไปติดตั้ง ซึ่ง ปตท. เคยทำกิจกรรมติดตั้งเครื่องตะบันน้ำเพื่อส่งน้ำให้กับชุมชนพื้นที่สูงอย่างชุมชนบ้านขนุนคลี่ ชุมชนบ้านภูเตย จังหวัดกาญจนบุรี และชุมชนใกล้เคียงมาแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2557 และประสบความสำเร็จอย่างดี

นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการใช้เครื่องตะบันน้ำเพื่อประโยชน์ของชุมชนและการอนุรักษ์ป่าไม้ อีกทั้งขยายภาพสีเขียวของพระราชปณิธาน “ฉันจะสร้างป่า” ให้งอกงามต่อไป