พลังผู้หญิงแถวหน้า พลังแห่งงานพัฒนาชุมชน ที่ ต.ป่าขะ อ.บ้านนา จ.นครนายก

พลังแห่งชุมชน ฉบับที่ 28 กรกฎาคม - กันยายน 2560
พลังผู้หญิงแถวหน้า พลังแห่งงานพัฒนาชุมชน  ที่ ต.ป่าขะ อ.บ้านนา  จ.นครนายก


            ในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ‘โครงการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง’ ภายใต้ ฝ่ายกิจการเพื่อสังคม  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ได้จัดการอบรม ‘หลักสูตรพลังงานเพื่อชุมชน’ รุ่นที่ 4 (Community Energy Management Program : CEMP) ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องในเรื่องพลังงานและการบริหารจัดการพลังงาน สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาชุมชน และสังคมส่วนรวม โดยน้อมนำ ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ มาเป็นหลักในการส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถ ให้ผู้เข้าอบรมสู่การเป็น ‘ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในระดับชุมชน’ ที่สามารถนำความรู้ประสบการณ์ไปเผยแพร่ บูรณาการ และต่อยอดการบริหารจัดการพลังงานชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคง

            หนึ่งในสีสันของการอบรมตลอดทั้ง 5 สัปดาห์  คือความสดใสร่าเริงและมีมนุษยสัมพันธ์ของ พี่ขวัญ พี่เต๋อ พี่ปุ๊ และพี่ปุ๊ก  ‘4 สาวคนเก่ง’ แกนนำชุมชนจาก ต.ป่าขะ  อ.บ้านนา  จ.นครนายก  เป็นผู้เข้าอบรมทีมแรกที่เป็น ‘ผู้หญิงล้วน’ นับตั้งแต่มีการเปิดอบรมมาแล้ว 4 รุ่น มีความโดดเด่นที่แสดงออกให้เห็นถึงพลังความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้ต่างๆ  มีความตั้งใจเข้าร่วมทุกกิจกรรมและทุกกระบวนการอย่างแข็งขัน  ช่วยสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี จนกลายเป็นที่รักของเพื่อนร่วมรุ่นทุกคน   

            และกลายเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า ทำไมผู้หญิงกลุ่มนี้จึงสนใจเรียนรู้เรื่องพลังงานชุมชน และพวกเธอจะนำความรู้ไปขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างไร 

ดังนั้น ทีมงานสานสุข จึงไม่รอช้า ถือโอกาสบุกถึงบ้านพร้อมตั้งวงสนทนาท่ามกลางสำรับผลไม้แปรรูปเลื่องชื่อของคนป่าขะ  ทั้งกระท้อนสามรส  มะดันแช่อิ่ม  มะปรางหวานกวนผสมมะม่วงกวน  กล้วยตากไร้สารพิษ  พร้อมจิบชาสมุนไพรอุ่นๆ ละมุนลิ้น

            “...เพราะเรารู้ว่าต้องใช้พลังงาน  แต่เรามีความรู้เรื่องพลังงานน้อยมาก  ดังนั้น เมื่อมีโอกาสที่ดี เราก็ต้องออกไปหาความรู้เพิ่มเติม และนำมาวางแผนให้เหมาะสมกับบ้านเรา...”  พี่ขวัญ จินตนา  อังกาทิพย์  พี่ใหญ่ประจำแก๊งค์  ในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4  ประธาน อสม. ต.ป่าขะ  และประธานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี  เป็นผู้ให้คำตอบ

            พี่ขวัญเล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า การรวมกลุ่มของผู้หญิงที่ป่าขะเพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนา เริ่มขึ้นราวปี 2543  โดยสำนักงานเกษตรตำบลได้เข้ามาสนับสนุนให้ตั้ง ‘กลุ่มแม่บ้าน’ มีงบประมาณมาให้ทำกิจกรรม  ซึ่งในครั้งนั้นพี่ขวัญได้ถูกรับเลือกให้เป็นประธานกลุ่มแม่บ้านของหมู่ที่ 4

            ขณะที่ พี่เต๋อ สมจิตต์  โถทอง  อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.)  หมู่ที่ 4 เล่าต่อว่า“...เรา 4 คน ไม่ใช่คนพื้นที่ดั้งเดิมนะ แต่เป็นสะใภ้คนป่าขะ มาอยู่ที่นี่หลายปีก็ไม่เคยทักทายกันเลย ทั้งที่บ้านอยู่ซอยเดียวกัน แต่พอตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านขึ้นมา เลยทำให้ได้มาพูดคุยปรึกษากัน คิดกิจกรรมคิดงานด้วยกัน และมีผู้หญิงมาทำงานร่วมกันมากขึ้น...” 

            “...การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก  ทั้งการเรียนรู้ขั้นตอนการทำงาน การบริหารจัดการกลุ่ม  การบริหารเงินทุน  รวมถึงความเข้าใจต่อเพื่อนสมาชิกทุกคน คือหลักการสำคัญที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของกลุ่มค่ะ...” พี่ปุ๊ สังวาลย์ หลักดี  กรรมการหมู่บ้าน หมู่ที่ 4 ช่วยเสริมขึ้นอีกเสียง

            โดยหลักสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนงานของพวกเธอ  คือ การดึงความรู้  ฝีมือ และศักยภาพของสมาชิกกลุ่ม อาทิ ฝีมือการทำอาหาร ขนม การแปรรูปผลผลิตการเกษตร การเย็บปักถักร้อย ฯลฯ มาเป็นตัวกำหนดในการสร้างงาน สร้างผลิตภัณฑ์  การแบ่งบทบาทหน้าที่ ให้เหมาะสมกับความสามารถของสมาชิกกลุ่มแต่ละคน การแสวงหาความรู้ใหม่ๆ  เพื่อนำมาพัฒนาและสร้างนวัตกรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของคนป่าขะ  และที่สำคัญคือ การบริหารจัดการทุนให้เกิดความยั่งยืน  ที่ดำเนินการมาตั้งแต่เมื่อครั้งเริ่มตั้งกลุ่ม ด้วยการให้สมาชิกลงขันเป็นเงินตั้งต้นคนละ 100 บาท ทุกเดือน เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำกิจกรรม  เมื่อเกิดเป็นผลกำไรก็จะหักส่วนหนึ่งสมทบเข้ากองทุน จนในระยะต่อมาสามารถปล่อยกู้เพื่อการประกอบอาชีพ และจัดเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิกได้  ทำให้ปัจจุบัน กลุ่มมีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 300,000 บาท เลยทีเดียว

            ปี 2551 ต.ป่าขะ ได้เข้าร่วมโครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีพอเพียง  ซึ่งนับเป็น “...ช่วงเวลาการทำงานที่สนุกที่สุด ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองมากมาย ...”  ซึ่งการเรียนรู้อย่างแรกคือการทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลสำคัญของชุมชน ด้วยการลงพื้นที่เก็บข้อมูลครัวเรือนอาสาและส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน

            “...ในฐานะ อสม. เราจะมีข้อมูลเจาะลึกของแต่ละครัวเรือนอยู่แล้วส่วนหนึ่ง  พอมารับหน้าที่ตรงนี้ก็ทำแบบลุยจริง  เดินเข้าไปคุยตามบ้านเลยค่ะ  ทำให้สนิทสนมกับชาวบ้านมากขึ้น  ได้ข้อมูลต่างๆ เพิ่มขึ้น และได้พบว่าการทำบัญชีครัวเรือน เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่ช่วยให้รู้จักเรื่องราวในครอบครัวของตนเองได้ดีขึ้นค่ะ...”  พี่ปุ๊ก สุชาพัทร  แฮนเซ่น  อสม. และประธานกลุ่มสัมมาชีพ หมู่ 1 ช่วยเล่าเสริม

            การเรียนรู้ประการต่อมา เกิดจากบทบาทของนักวิจัยชุมชน ที่ร่วมทำงานวิจัยเรื่อง ‘การบริหารจัดการน้ำของ ต.ป่าขะ’  ซึ่งพบปัญหาสภาพพื้นที่เป็นดินทรายไม่สามารถเก็บน้ำฝนได้  และมีฟาร์มสุกรปล่อยน้ำเสียลงสู่คลองธรรมชาติ  นำไปสู่ ‘การกระตุกต่อมคิด’ ให้ทีมนักวิจัยปรับเปลี่ยนวิธีเก็บข้อมูล จากการคาดคะเนแบบเดิม เป็นการสำรวจลงลึกและบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดเป็นตัวเลข  ทำให้มีข้อมูลปริมาณน้ำฝน และข้อมูลเชิงสถิติอื่นๆ ที่ใช้อ้างอิง  แล้วนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ นำไปใช้ประสานงานกับภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และใช้เพื่อจัดหารูปแบบการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับชุมชนเองด้วย

            เพราะพบว่าเครื่องมือและกระบวนการทำวิจัยชุมชน  ส่งผลให้คนทำงานเกิดการพัฒนาและการเรียนรู้  ดังนั้น ในปี 2560 คนป่าขะจึงได้ดำเนินโครงการวิจัยท้องถิ่น ‘กระบวนการฟื้นฟูชุมชนคนใจงาม โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ต.ป่าขะ’  ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) 

            “...การทำงานวิจัย ทำให้ได้ค้นพบเรื่องราวดี ๆ มากมาย ที่เราไม่เคยมองเห็น หรือมองผ่าน ๆ ไป ทั้งประเพณี วัฒนธรรม ความรู้ของผู้คน  ทำให้มองเห็นคุณค่าของถิ่นฐานบ้านเกิด  เห็นคุณค่าในความรู้ของคนเฒ่าคนแก่ ที่จะเป็นฐานสำคัญในการคิดค้นงานใหม่ ๆ ได้อีกมากมาย ที่สำคัญคือได้คนทำงานอย่างพวกเรา ได้พัฒนากระบวนการคิดที่เป็นระบบ  รู้จักการตั้งคำถาม และวิธีการหาคำตอบที่มีตรรกะ เชื่อถือได้ และนำใช้ประโยชน์ได้...”

            ทุกวันนี้ แก๊งค์ 4 สาว และมวลหมู่สมาชิกกลุ่ม  ยังคงขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง  รวมถึงถูกรับเชิญไปเป็นวิทยากรขยายความรู้กับชุมชนข้างเคียง  โรงเรียน และหน่วยงานต่างๆ อยู่เสมอ โดยพี่เต๋อเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงติดตลก ว่า “...ทุกวันนี้ใครโยนงานอะไรมาให้ พวกเราก็รับหมดล่ะค่ะ เฮกันไปทุกที่ แทบเรียกได้ว่ากลุ่มของเรามีวิทยากรให้ได้ครบทุกเรื่อง ทั้งอาหารการกิน การทำขนมโบราณ ขนมสมัยใหม่  การแปรรูปผลไม้  การเย็บปักถักร้อย  รวมถึงประสบการณ์การบริหารจัดการกลุ่ม มีหมดเลย ...”

            ส่วนพี่ปุ๊ก เล่าเสริมว่า “...จริงๆ แล้วพี่นี่ถือเป็นเด็กสร้างของ 3 คนนี้นะ ข้อดีของพี่คือ ความกล้า นอกจากนั้นก็ไม่ค่อยรู้อะไรกับเขามากนัก แต่พี่ก็คอยสังเกต คอยเรียนรู้แบบครูพักลักจำ มีหลายครั้งที่ถูกแกล้งให้ออกไปพูดหน้าเวที พี่ก็ออกไปแบบมึนๆ แต่ทุกอย่างคือโอกาสแห่งการเรียนรู้ให้เราก้าวพ้นความกลัว  เพราะถ้าเรากลัวเราก็ไม่โต....”

            และเมื่อถามถึงเรื่องราวส่วนตัวในครอบครัว ทั้ง 4 สาวหันมองหน้ากันแล้วหัวเราะสนุกสนาน ก่อนที่พี่ปุ๊จะหันมาตอบว่า “โชคดีค่ะที่ครอบครัวเข้าใจ คอยให้กำลังใจและสนับสนุน  เพราะก่อนออกจากบ้าน เราจะบอกกล่าวทุกครั้งว่าจะไปไหน กับใคร และไปทำอะไร ถ้าจะกลับบ้านผิดเวลาก็โทรบอกเพื่อไม่ให้เป็นห่วง  กลายเป็นว่าถ้าวันไหนไม่ออกจากบ้าน  เค้าจะแปลกใจกันมากกว่า...”

            ด้านพี่เต๋อ ได้เสริมต่อว่า “คุณแม่สามีของพี่เป็นคนพูดเลยว่า ให้ออกมาทำงานเพื่อชุมชน ในขณะที่เรายังเดินได้และมีเรี่ยวแรง  ส่วนพวกเขาก็มองเห็นและภาคภูมิใจกับสิ่งที่เราทำ  ถ้าเหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็ทำต่อ  นี่ยิ่งทำให้พี่ต้องเต็มที่กับครอบครัวให้มาก ๆ เมื่อมีเวลาว่าง โดยเฉพาะเรื่องการดูแลและทำกิจกรรมร่วมกับลูกๆ...”

แม้จะผ่านการทำงานมากกว่า 17 ปี จนเกิดเป็นต้นแบบขององค์ความรู้และกระบวนการทำงานพัฒนา  หากแต่วันเวลาแห่งการเรียนรู้ไม่เคยจบสิ้น ยังคงมีโจทย์ใหม่ๆ ที่ท้าทายเดินทางเข้ามาเสมอ  ซึ่งพี่ๆ ยกตัวอย่างว่า ...จากการไปอบรมหลักสูตรพลังงานเพื่อชุมชนนั้น  ก็จะต้องกลับมาทบทวนกระบวนการทำโครงงาน แล้วนำมาผนวกกับกระบวนการวิจัยชุมชน  ให้เกิดเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงาน และเพื่อค้นหาต้นทุนด้านต่างๆ ของคนป่าขะ  นำความรู้ด้านวิชาการมาจัดระบบให้ง่ายต่อความเข้าใจของชุมชน  เพื่อนำไปสู่การวางแผนบริหารจัดการพลังงานให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่  นับเป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายเลยทีเดียว

            “...จริงๆ แล้ว กลุ่มผู้หญิงฝ่ายเดียวก็คงทำงานได้ไม่สำเร็จหรอกค่ะ อย่างไรเสียเราก็ต้องเดินเคียงข้างกันไป ไม่ใช่เพศใดเพศหนึ่ง เป็นหลัก แต่อยู่ที่การให้ความสำคัญกับทีม  การแบ่งบทบาทหน้าที่ตามจังหวะ เวลา ที่เหมาะสม และสอดคล้องกัน  รวมถึงการให้เกียรติกัน เพราะทุกคนคือฟันเฟืองสำคัญที่จะขาดซึ่งกันและกันไม่ได้  ในการทำงานให้สำเร็จและมีพลังต่อการเปลี่ยนแปลง  สมาชิกในชุมชนต้องทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกันค่ะ...”

            พี่ขวัญ กล่าวทิ้งท้าย...

            ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะมีโจทย์ใหม่ๆ ถาโถมเข้ามา แต่คนป่าขะจะสามารถรับมือและค้นพบคำตอบในการแก้ปัญหา ด้วยพลังแห่งความเข้มแข็งอย่างแท้จริง