"ลูกดี สังคมดี" ด้วยธรรมนำทาง

คนบันดาลใจ ฉบับที่ 28 กรกฎาคม - กันยายน 2560


‘แม่’ คำๆ นี้ถือเป็นคำที่ใหญ่ยิ่ง ด้วยภาระของแม่นั้นไม่เพียงให้กำเนิดบุตร ทว่ายังรวมถึงการอบรมเลี้ยงดู ให้ความอบอุ่น ดังนั้น การจะเป็นแม่ใครสักคนจึงเป็นงานที่ไม่มีวันเสร็จสิ้น คุณสุรภีร์ โรจน์วงศ์ ผู้หญิงเก่ง ที่มากด้วยความรับผิดชอบในหลายบทบาทและหน้าที่ ทั้งนายกสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย (THTA) ประธานคณะกรรมการสมาคมส่งเสริมและพัฒนาหัตถกรรมอาเซียน (AHPADA Forum) นายกสมาคมส่งเสริมและพัฒนาหัตถกรรมอาเซียน (AHPADA, Thailand) และอีกหลายตำแหน่ง ทว่าบทบาทหนึ่งที่ไม่มีวันเสร็จสิ้น คือ การเป็นคุณแม่ของลูกๆ 4 คน ที่ล้วนประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่คุณสุรภีร์นำธรรมะมาใช้นำทางในทุกมิติของตนเองและลูก คือ คุณสิริมา พงสนันท์ คุณชาย ศรีวิกรม์ คุณชาญ ศรีวิกรม์ และคุณกรกฎ ศรีวิกรม์

            “ช่วงมีลูก ได้ออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว และสามีเองก็ขอให้เลิกทำงาน โชคดีลูกๆ เลี้ยงง่ายมาก เขาน่ารักมากทุกคน ไม่ต้องดุอะไรมาก เราใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้าสอน ไม่ว่าจะทำอะไรต้องใช้อิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เน้นเรื่องศีล 5 เป็นประจำ และเรื่องทิศทั้งหก พ่อแม่อยู่เบื้องหน้า ครอบครัวอยู่ข้างหลัง ซ้ายคือเพื่อน ขวาคือครู ทิศด้านบน สมณะชีพรามณ์ และข้างล่าง คือ บริวาร”

              สิ่งที่คุณสุรภีร์ให้ข้อคิดสำคัญของทิศทั้ง 6 คือ เมื่อรู้ว่าใครอยู่ทิศเบื้องไหน เราจะเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างถูกต้อง การพูดคุย หรือกิริยามารยาทจะฝังอยู่ในตัว และผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ก็ต้องมีพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาต่อผู้น้อยด้วยเช่นกัน นอกจากธรรมะแล้ว สิ่งที่คุณสุรภีร์สอนลูกทั้งด้วยวาจาและการกระทำก็คือความมีวินัย ความมีเหตุผลและเคารพในสิทธิของผู้อื่น

“เวลาที่ลูกแย่งของเล่นกันจะเรียกมาถามว่าของเล่นนั้นของใคร ถ้าเขาบอกของพี่ จะถามว่า แล้วพี่เขาเล่นอยู่หรือเปล่า คือ ให้รู้จักวินัย รู้หน้าที่ ถ้าเขาตอบว่า เป็นของพี่ พี่เขาไม่ได้เล่น พี่ก็ผิดละ ต้องคุยกับพี่ว่าทำไมไม่ให้น้องเล่น พี่ไม่มีเมตตา แต่ถ้าพี่เขาเล่นอยู่ น้องก็ไม่มีสิทธินะ แต่ถ้าของเล่นเป็นของน้องนี่พี่ไม่ได้เลย และยิ่งถ้าน้องเล่นอยู่ พี่ต้องรอหรือเล่นกับน้องไป คือ เคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน”

ทว่าเมื่อถึงวันนี้ วันที่ลูกๆ เป็นผู้ใหญ่ มีครอบครัว มีอาชีพการงานมั่นคง คุณสุรภีร์ยังนำธรรมะเรื่องการปล่อยวาง การไม่ยึดติดมาใช้กับตนเองได้เป็นอย่างดียิ่ง

“เคยบอกกับลูกไว้ว่า ถ้าหนูโตแล้ว แม่จะไม่ยุ่ง แต่ถ้าต้องการคำปรึกษาอะไร แม่อยู่ที่นี่เสมอ เป็นการปฏิบัติทางธรรม เราไม่วุ่นวายกับเขา เราปล่อยวาง เราต้องฝึกตัวเราเองด้วย รักลูกแต่ไม่ใช่ไปยึดว่าลูกเป็นของเรา เขาไม่ใช่ของเราแล้วตั้งแต่เขาเกิดมา แม้ไม่มีเราเขาก็เกิดได้ อันนี้ต้องพิจารณาธรรม เป็นการฝึกจิตเราด้วยว่าต้องปล่อยวาง ทำตัวสบายๆ ไม่อยากให้ลูกเครียด ไม่กำหนดว่าต้องเจอกันเมื่อไร ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน เพราะต่างคนต่างทำงาน แต่อย่างน้อยก็เห็นหน้ากันพอแล้ว มีอะไรก็โทรหากัน”

ในวัย 83 ปี คุณสุรภีร์ยังคงสดใส แข็งแรง สวดมนต์ ภาวนา นั่งสมาธิ และปฏิบัติหน้าที่หลากหลายภารกิจอย่างไร้รอยเหน็ดเหนื่อย ก่อนจากกันคุณสุรภีร์ยังทิ้งท้ายถึงธรรมะกับการทำงานไว้ด้วยว่า

“ทำงานถือว่าเป็นหน้าที่ เป็นหนี้บุญคุณแผ่นดิน พระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้เราทิ้งงาน ตราบใดที่เรายังเป็นฆราวาส เรายังมีหน้าที่ ทำงานไป แต่พอถึงเวลาก็ปล่อยวาง ทำได้แค่ไหนแค่นั้น อย่าไปเครียด และการทำงานถือเป็นการฝึกธรรมะอยู่แล้ว เราจะมีปัญญาพิจารณาอะไรได้ชัดเจน อะไรถูกผิด ควร หรือไม่ควร ปัญหาอยู่ตรงไหน ก็อริยสัจสี่ เหตุอยู่ตรงไหน แก้ที่เหตุ และทำเท่าที่เราทำได้”