ทำนาได้ข้าว ปลูกข้าวได้คน ที่ชุมชนบ้านน้ำพุ

พลังแห่งชุมชน ฉบับที่ 27 เดือนเมษายน - มิถุนายน 2560
ทำนาได้ข้าว ปลูกข้าวได้คน ที่ชุมชนบ้านน้ำพุ

เมื่อได้เดินอยู่ในผืนนาที่ไร้สารเคมี คนทำนาก็รู้สึกปลอดภัยและมีความสุขในการทำนา คนกินข้าวก็มีความสุขในการกินข้าวที่ปลอดภัย ถ้าคนไทยทุกคนมีหัวใจอินทรีย์ สังคมไทยเราจะมีความสุขมากทีเดียว (สายฝน ช่างเขียน)

“เช้าขึ้นมา คนไทยเราก็ต้องล้อมวงกินข้าวกัน ก่อนที่จะลงมือทำภารกิจอย่างอื่น วิถีชีวิตของคนไทยกับข้าว ผูกพันกันจนแยกไม่ออก ข้าวเป็นทั้งอาหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และจิตวิญญาณ ในท้องนามีเรื่องราวต่างๆ มากมาย”  คือคำบอกเล่าของชาวนาบ้านน้ำพุ ขณะที่พาทีมงาน ‘สานสุข’ เดินเล่นลัดเลาะไปตามคันนาเพื่อสูดอากาศยามเช้า มุ่งตรงไปยังศาลาหลังใหญ่ซึ่งแกนนำของ ‘กลุ่มส่งเสริมการผลิตข้าวปลอดภัย บ้านน้ำพุ’ คือ พี่จรวน สมศักดิ์ ประธานกลุ่มฯ พี่สายฝน ช่างเขียน พี่สมศรี สังคง พี่สวาท เสาวนิจ และพ่อกล โฉมคุ้ม ผู้มีสมญา ‘นักวิชาการเท้าเปล่า’ เจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียว ปี 2550  ในฐานะที่ปรึกษากลุ่มฯ

          ที่ตำบลบ้านน้ำพุ อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาป่าหลวงของอุทยานแห่งชาติรามคำแหง ผู้คนมีอาชีพทำนาข้าวกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ราวปี 2540 วิถีการทำนาของชาวบ้านน้ำพุถูกแทนที่ด้วยเกษตรเคมีอย่างหนัก รวมไปถึงการเผาตอซังข้าว ซึ่งยิ่งเวลาผ่านไป สารพิษก็ค่อยๆ สะสมปนเปื้อนสู่ดินและน้ำ ปริมาณน้ำเริ่มลดลงจนไม่เพียงพอต่อการทำนา ระบบนิเวศในท้องนาที่เคยเกื้อกูลกันก็หายไป ผลผลิตและรายได้ลดน้อยลงเพราะข้าวถูกกดราคา ขณะที่หนี้สินกลับพอกพูนขึ้น เป็นวงจรชีวิตของชาวนาไทยที่เหมือนติดกับดัก จนหาทางออกไม่เจอ เกิดเป็นความเครียดที่ทำให้สุขภาพทั้งกายและใจย่ำแย่ลง หลายคนเริ่มเจ็บป่วยด้วยอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต มีบางคนที่นอนหลับแล้วก็เสียชีวิตไปเฉยๆ ซึ่งชาวบ้านสันนิษฐานกันว่าโรคเหล่านี้น่าจะเกิดจากการได้รับสารพิษจากการทำเกษตร เข้าสะสมในร่างกายมาเป็นเวลานานมากเกินไป

          พ่อกล โฉมคุ้ม ผู้เกิดและเติบโตมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เล่าให้ฟังว่า ในฐานะที่ได้รับความไว้ใจให้เป็นผู้ใหญ่บ้านมาตั้งแต่ปี 2528 (ปัจจุบันเกษียณอายุแล้ว) ก็ถือเป็นความรับผิดชอบที่ต้องนำพาชุมชนให้กลับคืนสู่ความอยู่ดีมีสุข จึงน้อมนำ ‘ศาสตร์พระราชา’ ของในหลวงรัชกาลที่ 9   มาทดลองใช้ในแปลงนาของตนเอง เมื่อได้ผลจริงแล้วก็เรียกให้ลูกบ้านมาดู ทำให้เกิดความเชื่อถือ ปฏิบัติตาม รวมถึงบอกต่อๆ จนถึงหมู่บ้านข้างเคียง

“...พ่อให้ความสำคัญกับการฟื้นสภาพดิน เพราะดินเป็นฐานของทุกสิ่งตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย แม่น้ำหรือป่าไม้ก็อยู่บนดิน บ้านก็ตั้งอยู่บนดิน ถ้าดินไม่ดีก็ปลูกพืชผลไม่งาม ดังนั้นถ้าดินเสื่อม เราต้องฟื้นดิน…” 

          เมื่อการ ‘ระเบิดจากข้างใน’ เกิดผลเป็นรูปธรรม พ่อกลจึงขยับหน้าที่มาเป็น ‘ผู้ประสานงานสิบทิศ’ กับหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยติดอาวุธทางความคิดให้ชาวบ้าน ปี 2551 ชาวตำบลบ้านน้ำพุ เข้าร่วมโครงการรักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบลวิถีพอเพียง กับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นการเดินหน้าทำงานพัฒนาตำบลครั้งใหญ่ ก่อเกิดเป็นกลไก ‘คณะทำงานระดับตำบล’ ที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ที่ครอบคลุมทั้งงานพัฒนาอาชีพ เศรษฐกิจชุมชน วัฒนธรรมประเพณี และการจัดการสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นยุทธศาสตร์ของตำบล ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมด้านการพึ่งพาตนเอง คือ ‘การผลิตข้าวและอาหารปลอดภัย’

          “...เมื่อคนแถวหน้าใช้เวลาต่อสู้และวางรากฐานไว้ให้เป็นอย่างที่ดีแล้ว พวกเราก็จะเป็นคนแถวที่สอง ที่จะต้องเอาความรู้เหล่านั้นมาสานต่อ จนก่อเกิดเป็นกลุ่มส่งเสริมการผลิตข้าวปลอดภัย บ้านน้ำพุ ในเวลาต่อมา...”  

          พี่สายฝน ช่างเขียน เล่าให้ฟังต่อถึงการทำงานของคนแถวที่สองว่า ในอดีตตัวเธอเองต้องไปทำงานในเมืองเป็นเวลาหลายปี จนวันหนึ่งตรวจพบว่าร่างกายมีภาวะสารตะกั่วในเลือดสูง จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากอาหารการกินและพืชผักที่มีสารเคมีตกค้าง เลยตัดสินใจกลับบ้านมาเริ่มต้นใหม่ และมีส่วนในกระบวนการพัฒนาตำบล พี่สายฝนจึงจุดประกายความคิดจะ ‘ปฏิวัติให้ผืนนา’ ของตนเองให้เป็นระบบเกษตรที่ปลอดภัย แม้ตอนนั้นยังไม่มั่นใจอะไรสักอย่าง แถมยังได้รับการคัดค้านจากทางบ้าน ที่เคยชินกับระบบเกษตรเคมีมาทั้งชีวิต

          “...แรกๆ ก็ไม่มั่นใจอะไรเลย ปริมาณผลผลิตจะเป็นอย่างไร ทำแล้วคุ้มค่าไหม จะขายใคร มันมีแต่คำถามตลอด คุณพ่อของพี่เขาก็ยิ่งคัดค้าน ก็รู้สึกท้อนะคะ แต่ก็คิดว่าจะไม่ถอยเด็ดขาด คือยังไงเราก็ต้องกินข้าว เราก็อยากกินข้าวที่สะอาดปลอดภัย ไม่ได้กินข้าวเพื่อให้เกิดโรคสะสมไว้ยามแก่เฒ่าหรอก อยากมีอากาศที่บริสุทธิ์ อยากมีน้ำใช้ที่ปลอดภัย...”

          แม้จะเหนื่อย แต่ในที่สุดผลจากความพยายามก็เห็นผล ข้าวปลอดภัยในแปลงนาของพี่สายฝนมีเมล็ดสวย คุณภาพดี รสชาติอร่อย และพิสูจน์ได้เห็นเชิงประจักษ์ว่าได้ปริมาณและน้ำหนักที่แทบไม่ต่างจากข้าวในระบบเกษตรเคมี อาจจะเท่ากันหรือมากกว่าเสียด้วยซ้ำไป ในขณะที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

          เมื่อเก็บข้าวไว้กินส่วนหนึ่งแล้ว พี่สายฝนทดลองนำข้าวบางส่วนหิ้วไปขายเวลาที่ต้องออกไปประชุมตามที่ต่างๆ แล้วบอกเล่าขั้นตอนการผลิตอย่างเห็นภาพชัดเจน เมื่อมีคนซื้อไปทดลองหุงก็เริ่มติดใจในรสชาติ ลูกค้ารุ่นแรกๆ เริ่มบอกต่อๆ กัน จนเป็นที่รู้จัก ทำให้มีการสั่งซื้ออยู่เป็นระยะ และพอขายได้ พี่สายฝนจึงเริ่มชักชวนเพื่อนฝูงในหมู่บ้านมารวมเป็นแก๊งค์ชาวนาผลิตข้าวปลอดภัยได้เพิ่มอีก 3 ราย ที่ต่างแวะเวียนไปช่วยกันดูแลติดตาม มีการนำปุ๋ยและน้ำชีวภาพสูตรต่างๆ ไปทดลองใช้ในแต่ละแปลงเพื่อเปรียบเทียบกัน ช่วยกันจดบันทึก มีปัญหาอะไรก็ช่วยกันแก้ไข หรือไม่ก็ไปขอความรู้เพิ่มจากพ่อกล ขณะที่พี่สายฝนยังทำหน้าที่หิ้วข้าวใส่ท้ายรถออกไปขายให้เหมือนเดิม ซึ่งฐานลูกค้าเดิมก็ยังเหนียวแน่น แถมมีลูกค้ารายใหม่เกิดขึ้นมากมาย แก๊งค์สี่สหายจึงเพิ่มการประชาสัมพันธ์ลงในเว็บเพจอีกทางหนึ่ง ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีเหมือนเดิม

          “...ความรู้สึกในตอนนั้นคือ ภูมิใจมากที่ได้เกิดเป็นชาวนา และทำหน้าที่ตามจรรยาบันของอาชีพชาวนา คือได้ปลูกข้าวสายพันธุ์ที่ดี รสชาติอร่อย ปลอดภัย และไม่มีสารเคมี ให้คนได้กิน นี่คือความท้าทายและบทพิสูจน์ที่พวกเราข้ามผ่านมาได้แล้ว..” มวลหมู่สมาชิกต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน

เมื่อก้าวแรกผ่านไปได้แล้ว ก้าวต่อมาก็คือ ดำเนินการขอใบตรวจสอบตามมาตรฐาน ‘การปฏิบัติทางเกษตรที่ดี’ (Good Agricultural Practice : GAP) เพื่อการันตีคุณภาพสินค้าให้ผู้ซื้อได้มั่นใจ และทำการขอจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนในเวลาต่อมา

          นิยาม ‘ข้าวปลอดภัย’ ของชาวนาบ้านน้ำพุ คือ การทำนาที่ใช้ระบบธรรมชาติมาทดแทนการใช้สารเคมีให้มากที่สุด หรือไม่ต้องใช้เลย พวกเขาเริ่มทำนาข้าวปลอดภัยด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่สนุกสนานจากการลองผิดลองถูก ร่วมกับการสังเกต ทดลอง และจดบันทึกเป็นระยะๆ จนเกิดเป็นองค์ความรู้แบบใหม่ๆ ที่นำมาปรับใช้ให้เหมาะสม จนสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ในวันนี้ข้าวปลอดภัยของตำบลบ้านน้ำพุ เป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวไรซ์เบอร์รี่คุณภาพดี ที่ไม่ได้ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนการผลิตเลยทีเดียว

          ตัวอย่างเช่น การปรุงดินก็ใช้วิธีปล่อยให้ควายลงย่ำ ลงกินหญ้า แล้วถ่ายมูลลงในนา ใช้ฟางข้าวคลุมดิน แล้วปล่อยน้ำเข้านา ให้อินทรีย์วัตถุเหล่านี้ค่อยๆ ย่อยสลายรวมกันกลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติชั้นดีที่ไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีอีกต่อไป ใช้วิธี ‘น้ำคุมหญ้า’ โดยควบคุมปริมาณน้ำให้สัมพันธ์กับการเติบโตของต้นข้าว เพราะขณะที่น้ำท่วมอยู่หญ้าก็จะไม่ขึ้น ต่อมาเมื่อข้าวสูงขึ้นจนถึงระยะที่ต้องปล่อยน้ำออกไป หญ้าจะเริ่มแทงยอดอ่อนขึ้นมาได้บ้างในช่วงนี้ แต่ก็มีจำนวนน้อยลงเพราะจะเบียดแทรกกอข้าวขึ้นมาได้ยาก เป็นวิธี ‘ข้าวคุมหญ้า’ ที่โบกมือลาการใช้ยาฆ่าหญ้าไปได้ตลอดกาล

          แต่ถึงแม้คนไทยจะกินข้าวกันเป็นอาหารหลัก หากแต่คนปลูกข้าวกลับยังลืมตาอ้าปากไม่ได้ โดยเฉพาะปีที่แล้วที่ราคาข้าวเปลือกตกต่ำลงอย่างเป็นประวัติการณ์ จนรัฐบาลต้องจัดทำโครงการช่วยชาวนาขายข้าว ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้คนได้ซื้อข้าวจากชาวนาผู้ปลูกข้าวโดยตรงไม่ต้องผ่านคนกลาง นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่สร้างความคึกคักให้สังคมไทยเป็นอย่างมาก

           “...แต่จริงๆ แล้วพวกเราก็ไม่มีผลกระทบอะไรนะ เพราะเราขายข้าวตรงให้คนซื้อโดยไม่ผ่านคนกลางอยู่แล้ว แต่เราจะเอาตัวรอดกันแค่นี้ได้อย่างไร เพราะเห็นอยู่ว่าเพื่อนชาวนาในตำบลยังเดือดร้อน”

          นับเป็นโอกาสให้ขยายแนวคิดและชักชวนกันมาเปลี่ยนผืนนาให้เป็นแปลงข้าวปลอดภัย จนมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก รวมเป็น 13 ราย และจัดตั้งเป็น ‘กลุ่มส่งเสริมการผลิตข้าวปลอดภัย บ้านน้ำพุ’ ที่มีการร่างกฎระเบียบการบริหารจัดการ และตั้งคณะกรรมการบริหารกลุ่มเพื่อดำเนินการลงไปตรวจสอบคุณภาพข้าวให้ได้ตามมาตรฐาน GAP เหมือนกันทุกแปลง จากนั้นให้สมาชิกนำข้าวมาลงขันกันรายละ 20 ถัง เพื่อเป็นกองทุนตั้งต้นในการจัดการกลุ่ม ส่วนด้านการตลาดก็มีการนำไปวางขายประจำทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงครึ่งเป็นต้นไป ที่งานถนนคนเดิน ตรงข้ามสวนสาธารณะเชิงสะพานพระร่วง ในเขตอำเภอเมืองสุโขทัย

          “...เหนื่อยกันมาหลายปี ได้ขนาดนี้เราก็ชื่นใจแล้วนะ แต่ยังมีโจทย์ที่ยากกว่านี้คือ เราจะต้องรักษาทุกสิ่งทุกอย่างนี้ไว้ให้ได้ ทั้งคุณภาพของข้าว ทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ ทั้งจะต้องพัฒนาตัวเองออกไปอีก จะหยุดแค่นี้ไม่ได้...”

          ผลสำเร็จที่น่าดีใจอีกอย่าง คือขณะนี้มีชาวนาบ้านน้ำพุ ได้มาลงชื่อขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มฯ เพิ่มขึ้นอีก 100 ราย ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ให้ได้ครบทุกแปลง และยังมีการนำงานฝีมือด้านการจักสานไม้ไผ่ มาประยุกต์ทำเป็นหีบห่อบรรจุถุงข้าวที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้เพิ่ม และช่วยรักษาศิลปะประจำท้องถิ่นไว้อีกด้วย

          “...ในวิกฤติมีโอกาสเสมอ เพราะทำให้เราได้มีโอกาสมารวมกันเป็นกลุ่ม เอาปัญหามาวิเคราะห์หาทางแก้ไขกัน วางแผนการทำงานได้เป็นระบบ และเรียนรู้ที่จะปรับตัวไปตามสถานการณ์ เกิดเป็นความเข้มแข็งที่ทำให้คนในกลุ่มรักกัน รู้สึกมั่นคง และปลอดภัย ถ้าชาวนาเรามารวมกลุ่มกัน รักกันและจับมือกันไปแบบนี้ เราจะเกิดพลัง แล้วมุ่งมั่นจะพัฒนาศักยภาพในการผลิตข้าวปลอดภัยที่ดี มีคุณภาพ เราก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งหรือไหลไปตามกลไกของตลาดที่เอาเปรียบเรามาตลอด เพราะถ้าข้าวของเราดีจริง ถ้าเราไม่โกหกคนซื้อ คนซื้อก็จะพูดถึง เขาจะเชื่อมั่นและยอมรับด้วยตัวของเขาเอง นี่ล่ะคือความยั่งยืน เป็นทางที่เราจะก้าวเดินอย่างมั่นคง เพื่อออกจากวิกฤติอย่างแท้จริง...” พี่ๆ ชาวนาบ้านน้ำพุ ช่วยกันสรุปอย่างงดงามถึงการทำนาที่ได้มากกว่าข้าว

          วงสนทนาจบลงเมื่อบ่ายคล้อย สำรับกับข้าวถูกทยอยยกออกมาวางเรียงบนแคร่ พร้อมตักข้าวปลอดภัยของชาวนาบ้านน้ำพุ ที่เพิ่งหุงใหม่ๆ ควันขึ้นหอมกรุ่นใส่จานส่งต่อๆ กัน แล้วส่งเสียงเรียกชักชวนผู้มาเยือนให้หันหน้าล้อมวงกันกินข้าว

          เป็นอีกมื้อที่แสนอร่อยและอิ่มใจ เพราะได้กินข้าวร่วมกับคนปลูกข้าวที่บ้านน้ำพุ 

 

‘ข้าวปลอดภัย’ ของชาวบ้านน้ำพุ ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐาน ‘การปฏิบัติทางเกษตรที่ดี’ (Good Agricultural Practice : GAP) คือ การปฏิบัติเพื่อป้องกัน หรือลดความเสี่ยงของอันตรายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด เกษตรกรมีสุขภาพดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในปัจจัยการผลิต ผู้บริโภคมีความปลอดภัยและเชื่อมั่นในสินค้า รวมถึงการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

              สำหรับเกษตรกรที่สนใจ หรือมีความพร้อมเข้ารับการประเมินตรวจสอบมาตรฐาน GAP สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร http://gap.doa.go.th/web_manual/doc/SOP.pdf