ไร่ / นา / ป่า / กาแฟ ภูสูง ฝูงฝน กับผู้คนบนดอยขุนยะ

พลังแห่งชุมชน ฉบับที่ 26 เดือนมกราคม - มีนาคม 2560
ไร่ / นา / ป่า / กาแฟ ภูสูง ฝูงฝน กับผู้คนบนดอยขุนยะ


            บรรยากาศเมืองเชียงใหม่อึมครึมด้วยเมฆสีเทาทะมึนที่อุ้มน้ำไว้เต็มปรี่จากสายฝนที่ตกลงมาทั้งคืน  ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงหลับใหล เช้านี้รถยนต์ของทีมงาน ‘สานสุข’ แล่นฝ่าสายฝนไปบนถนนที่สองข้างทางปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวขจีฉ่ำน้ำ แล้วค่อยไต่ระดับขึ้นสู่ดอยสูงอย่างทุลักทุเล โดยมีปลายทางอยู่ที่ยอดดอยขุนยะ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ พื้นที่ดำเนินงาน ‘โครงการวิจัยและพัฒนาการปลูกและผลิตกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ โดยความร่วมมือของ ปตท. และมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบที่มีระบบการปลูกและการผลิตกาแฟ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ รสชาติดี ส่งผลดีต่อระบบนิเวศและสุขภาพของผู้บริโภค รวมถึงยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรบนที่สูงอยู่ดีมีสุขได้อย่างยั่งยืน

            วันนี้เรานัดหมายกันที่ศาลาประชุมหลังน้อย ซึ่งชาวบ้านร่วมแรงกำลังกายใจสร้างขึ้นภายในเวลาเพียง 2 วัน ใช้เป็นจุดรวมพลนั่งล้อมวงพูดคุยและระดมความคิดสร้างสรรค์งาน โดยมี 3 หนุ่มคนเก่งแห่งดอยขุนยะ ยืนยิ้มกว้างรอต้อนรับผู้มาเยือน เมื่อทักทายกันแล้ว พ่อหลวงวิรัตน์ พงศ์พนาชีวิน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 19 ก็เริ่มเล่าให้ฟังว่า จุดที่เราอยู่กันตอนนี้ เรียกว่า ‘พื้นที่ปลูกกาแฟใหม่’ ครอบคลุมเนื้อที่ 2 หมู่บ้าน คือบ้านใหม่ห้วยเฮียะ และบ้านขุนยะป่ากล้วย  ชาวบ้านที่นี่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ผู้มีวิถีชีวิตผูกพัน พึ่งพาและเคารพต่อทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า มาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ  มีการจัดระบบการอยู่ร่วมกับป่าและรวมตัวเป็นกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำของน้ำตกแม่ยะ  หนึ่งในลำน้ำสำคัญของลุ่มน้ำแม่ปิงที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

            “...สมัยก่อนก็ต่างคนต่างทำมาหากิน ไม่ได้มารวมกลุ่มพูดคุยอะไรกัน พืชเศรษฐกิจหลัก คือกะหล่ำปลี ซึ่งต้องใช้พื้นที่ปลูกและสารเคมีจำนวนมาก แต่เวลาขายก็ถูกกดราคา เราก็ลืมตาอ้าปากกันได้ยาก ขณะที่การทำไร่หมุนเวียน ซึ่งแม้จะเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ไม่ใช่การทำลายป่า แต่เรากลับตกเป็นจำเลยสังคมที่กล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายในทุกครั้งเมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้น จนเมื่อ ปตท. ชวนมาปลูกกาแฟ แม้จะไม่ค่อยมั่นใจแต่ก็เริ่มมองเห็นความหวังมากขึ้น เพราะถ้าชุมชนมีอาชีพที่มั่นคง ความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้นตามมา ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ ก็ตั้งคำถามกับชาวบ้านว่าจะอยู่กันแบบเดิม หรือจะช่วยกันพัฒนาเพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ให้เขาเลือกเอง...”

            เพราะคาดหวังที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชาวบ้านจึงเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2557 แบ่งพื้นที่ดำเนินโครงการเป็น 2 ส่วน คือ ‘พื้นที่ปลูกกาแฟดั้งเดิม’ จำนวน 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านผาหมอน บ้านหนองหล่ม และบ้านอ่างกาน้อย ที่เน้นการพัฒนา ให้ความรู้ในการตัดแต่ง และบำรุงต้นกาแฟดั้งเดิมที่เคยปลูกโดยการส่งเสริมของโครงการไทย-นอร์เวย์ เมื่อปี 2522 ให้เกิดผลผลิตที่ได้คุณภาพ เป็นการผลิตกาแฟตามแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ GAP ที่ทุกกระบวนการจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สุขภาพ รวมถึงความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค

            ขณะที่ ‘พื้นที่ปลูกกาแฟใหม่’ 2 หมู่บ้าน คือ บ้านใหม่ห้วยเฮียะ และบ้านขุนยะป่ากล้วย ก็มีเป้าหมายในการใช้การปลูกกาแฟร่วมกับไม้บังร่ม เพื่อเปลี่ยนระบบการปลูกพืชแบบไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน ซึ่งเป็นการปลูกในระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมูลนิธิโครงการหลวงได้สนับสนุนต้นกล้ากาแฟพันธุ์อราบิก้า ที่ได้ปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่  มีการส่งเสริมให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีการปลูกกาแฟภายใต้ไม้บังร่ม  การดูแลรักษา การแปรรูปกาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์ดินและจัดระบบการจัดการน้ำอย่างเหมาะสม

            พ่อหลวงวิรัตน์ เล่าให้ฟังต่อว่า “กระบวนการทำงานเริ่มจากการรับสมัครชาวบ้านที่มีความสนใจ รวม 51 ราย จาก 2 หมู่บ้าน จากนั้นก็สำรวจศักยภาพของที่ดินแต่ละแปลง เพื่อคำนวณปริมาณต้นกล้าที่จะต้องใช้ มีการนำดินในพื้นที่ไปตรวจสอบและพบว่ามีปัญหาดินเปรี้ยว จึงได้ทำการประสานงานกับกรมพัฒนาที่ดินเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา โดยสอนให้ชาวบ้านใช้สารปรับสภาพดินร่วมกับปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกอย่างถูกต้องตามระยะเวลาที่กำหนด มีการแบ่งพื้นที่เป็น 4 โซน คือ โซน A , B , C , D ตามความใกล้เคียงของแต่ละแปลง เพื่อง่ายต่อการติดตามผล มีการจัดการระบบน้ำร่วมกันให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ มีการสร้างฝายและแท็งก์เพื่อเก็บสำรองน้ำ เมื่อเตรียมพื้นที่เสร็จเรียบร้อย  ก็ลงมือขุดหลุมปลูกต้นกาแฟควบคู่ไปกับไม้บังร่มในระดับต่างๆ  ตอนนี้ผ่านไปเกือบ 2 ปีแล้วก็โตขึ้นมาก และปี 2561 นี้ก็จะเริ่มให้ผลผลิตได้แล้ว ซึ่งก็มีชาวบ้านอีกหลายคนให้ความสนใจจะเข้าร่วมโครงการในระยะต่อไป ก็ถือเป็นขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น”

            ขณะที่พ่อคำรน แจวจันทึก ปราชญ์ชาวบ้านคนสำคัญ ช่วยเล่าเสริมว่า “ในทุกขั้นตอนของการทำงานคือการสะสมความรู้ เราใช้เรื่องกาแฟเป็นสื่อให้เกิดการพูดคุยกัน ส่วนชาวบ้านก็สนุกกับการทดลองและลงมือทำ ได้มีโอกาสนำภูมิปัญญาที่มี มาแลกเปลี่ยนกับความรู้ทางวิชาการ รู้จักการจดบันทึก สังเกตการเติบโต ความเปลี่ยนแปลงของดินและความชุ่มชื้นใต้เงาไม้บังร่ม แม้แต่การประสานถักทอของรากไม้ต่างชนิด จากนั้นนำผลที่ได้มานั่งล้อมวงช่วยกันวิเคราะห์เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนางานต่อ เรียกว่าจากเกษตรกรชาวดอยธรรมดา ก็กลายเป็น ‘นักวิจัยท้องถิ่น’ ผู้รอบรู้เรื่องการปลูกกาแฟกันเลยทีเดียว นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านภาคภูมิใจ”

ในระหว่างการรอให้กาแฟเติบโต ชาวบ้านต่างเฝ้ารอถึงวันที่กาแฟผลิดอกออกผลไปจนถึงการเก็บเกี่ยว และรอที่จะเห็นโรงแปรรูปผลผลิตสดเกิดขึ้นในชุมชน ขณะที่ข้อมูลต่างๆ ยังคงถูกจดบันทึกเพื่อรวบรวมและจัดทำเป็นองค์ความรู้ในอนาคต หากแต่การพูดคุยในวงประชุมก็ยังดำเนินไปต่อเนื่อง และเริ่มนำไปสู่ประเด็นอื่นๆ ทั้งเรื่องการทำมาหากิน การแก้ปัญหาปากท้อง แก้ปัญหาชุมชน รวมถึงการพัฒนาให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งชาวบ้านได้ใช้กระบวนการวิเคราะห์ตนเอง และความเป็นไปในบ้านเกิด แล้วนำผลการวิเคราะห์กลับมาใช้เป็นฐานคิดเพื่อทำงานพัฒนาชุมชนเข้มแข็งตามหลักปรัชญา ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันชีวิต และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งผจญ ชาญชาติชาย สมาชิกสภาเทศบาล ต.บ้านหลวง หนึ่งในสมาชิกเกษตรกรอาสา ได้เล่าให้ฟังว่า

            “...เริ่มต้นจากการรับสมัครเกษตรกรอาสา แล้วก็ทำบัญชีครัวเรือนเพื่อให้มองเห็นรายรับรายจ่ายของตนเองที่มองไปได้ไกลถึงการวางแผนชีวิตในอนาคตได้ ทำให้มีการปรับตัวมากขึ้น แม้อาจยังลด ละ เลิก ไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ยับยั้งใจได้มากขึ้น มีการปลูกอยู่ปลูกกินอย่างไร้สารเคมีเพื่อใช้พื้นที่รอบบ้านให้เกิดประโยชน์ ทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุในบ้านเพื่อช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมกลุ่มทำน้ำยาอเนกประสงค์สำหรับล้างจานหรือซักผ้า ทำสบู่ใช้เอง ซึ่งนอกจากจะลดค่าใช้จ่ายได้แล้ว ยังช่วยเรื่องสุขภาพของคนในชุมชนอีกด้วย”

            นอกจากเกษตรกรอาสาที่พัฒนาตนเองให้เป็นแบบอย่างกับครัวเรือนอื่นๆ แล้ว ยังมีกลุ่มเกษตรกรอาสา ที่ช่วยกันสร้างโรงเรือนเพาะชำ ผสมดินใส่ปุ๋ยเพื่อเพาะกล้ากาแฟ และหมุนเวียนกันไปช่วยปลูกกาแฟในแต่ละแปลง ทำให้ชาวบ้านยิ่งมองเห็นความสำคัญของ ‘พลังกลุ่ม’ ที่ช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆ  นับเป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติครั้งใหญ่ของคนดอยขุนยะเลยทีเดียว

            พ่อคำรน เล่าต่อว่า ได้ทดลองนำประสบการณ์จากการปลูกกาแฟคู่กับไม้บังร่ม มาผสมผสานกับแนวคิดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้กับตัวเอง ด้วยการเปลี่ยนมาทำเกษตร ‘ไร่นาสวนผสม’ ที่ ‘ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก’ จนประสบผลสำเร็จเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน

            “เริ่มจากตอนปลูกกล้วยเป็นไม้บังเงาชั่วคราวให้กาแฟ พอกล้วยตัดเครือได้ ก็เอาไปกินไปขายได้ แจกจ่ายกันได้ แต่ถ้ากล้วยสุกพร้อมๆ กัน ก็กินไม่ทันขายไม่ทัน เลยเริ่มคิดถึงการแปรรูปเพิ่มมูลค่า พอจัดการเรื่องผลกล้วยจบแล้ว แต่ต้นกล้วยหยวกกล้วยจะทำอย่างไร? ...ก็คิดไปถึงการนำไปทำอาหารหมู ก็อยากเลี้ยงหมูขึ้นมา แต่ติดปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวน ก็เปลี่ยนมาเลี้ยงหมูหลุมที่ช่วยสร้างปุ๋ยคอกจากมูลสุกร เป็นปุ๋ยชีวภาพที่นำไปใช้ในแปลงกาแฟ แปลงผัก ไม้ร่มบัง และนาข้าว พอเกี่ยวข้าวเสร็จก็เอาฟางข้าวกลับไปทำปุ๋ย หรือเอาไปใช้คลุมดินที่โคนต้นกาแฟ มีการขุดบ่อเลี้ยงปลาเพื่อใช้เก็บน้ำไปด้วย มีเศษวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ก็เอามาหมักทำปุ๋ย หมุนเวียนใช้กันเป็นวงจรอยู่แบบนี้ ดินของเราก็ดีขึ้น เป็นดินที่ฟื้นคืนชีวิต ไม่ใช่ดินที่ตายแล้วจากสารเคมี ทำให้ในพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้มีทุกอย่างที่กินได้ มีทุกอย่างที่เก็บขายได้ มีรายได้เป็นทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ส่วนกาแฟก็เป็นรายได้รายปีที่กำลังรอให้เก็บเกี่ยว”

            เมื่อชาวบ้านคนอื่นเห็นตัวอย่างจากพ่อคำรน ก็เริ่มนำไปประยุกต์ใช้ในที่ดินของตนเองบ้าง จากนั้นมูลนิธิโครงการหลวงก็ได้เข้ามาต่อยอดส่งเสริมด้วยการนำพันธุ์ผักเศรษฐกิจ เช่น กวางตุ้ง ถั่วแขก มาให้ปลูก และเริ่มทดลองนำพันธุ์ไม้ใหม่ๆ อาทิ เคปกูสเบอร์รี่ หรือโทงเทง ที่กำลังเริ่มเป็นที่นิยม มาให้ชาวบ้านทดลองปลูก ซึ่งเมื่อชาวบ้านหันมาปลูกผักกันมากขึ้น พ่อหลวงวิรัตน์จึงตัดสินใจสร้างโรงเรือนปลูกผักขนาดใหญ่ในที่ดินของตนเอง แล้วยกให้เป็นแปลงส่วนรวมที่ให้สมาชิกกลุ่มมาช่วยกันปลูกผักกวางตุ้งส่งขายโครงการหลวง ด้วยหวังให้เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งของชาวบ้าน และเป็นที่พบปะรวมกลุ่มของชาวบ้านแบบ ‘คุยกันไป ปลูกผักกันไป’ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในสวนของแต่ละคนกันแล้ว

            ขณะที่ สท.ผจญ ช่วยเสริมว่า “พออาชีพเราเริ่มมั่นคง ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องมากนัก ชาวบ้านก็มีเวลาและโอกาสทำกิจกรรมส่วนรวมได้มากขึ้น คือเรื่องการดูแลป่า บวชป่า ทบทวนกฎกติกาการดูแลป่า แต่ก็ไม่ลืมที่จะต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะถาโถมเข้ามา เช่นภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ต่อไปเราจะมีไฟฟ้าเข้ามา จะมีสิ่งต่างๆ ตามเข้ามาอีกมาก อย่างตอนนี้กลุ่มเราก็ออกกฎห้ามนายทุนเข้ามาซื้อ หรือเช่าที่ดิน เพราะถ้าไม่แก้ไขเรื่องนี้ ป่าของเราจะถูกบุกรุกอีก จะมีปัญหาแรงงานผิดกฎหมายหรือยาเสพติดตามมาอีก เราก็ต้องป้องกันไว้ก่อน นี่ล่ะคือตัวอย่างของการแก้ปัญหาด้วยพลังกลุ่ม ที่มีจุดเริ่มมาจากเมล็ดกาแฟเล็กๆ แท้ๆ เลย”

            สำหรับชาวบ้านดอยขุนยะ กาแฟไม่ใช่เพียงแค่พืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ แต่ยังเป็นเหมือน ‘สื่อ’ ให้เกิดพลังแห่งชุมชนที่ดำรงตนอยู่ในความพอเพียง คือความหวังที่จะนำไปสู่ความมั่นคงในอนาคต คือการได้ดำรงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และคือความภาคภูมิใจที่ได้ส่งต่อเมล็ดกาแฟคุณภาพและรสชาติดีไปให้คอกาแฟที่พื้นล่างได้ลองลิ้มชิมรสกัน ซึ่งระยะจากต้นทาง กว่าจะถึงปลายทางของกาแฟสักแก้วให้ได้นั่งละเลียดรสชาติและกลิ่นหอมกรุ่น แม้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความยิ่งใหญ่และงดงาม

            “ปีหน้ากลับมาที่นี่อีกนะ กลับมาในวันที่กาแฟดอยขุนยะออกผลให้เก็บเกี่ยว เรามาคั่วกาแฟแล้วชงดื่มด้วยกัน มาร่วมภาคภูมิใจกับพวกเรานะ...” คือคำกล่าวของ 3 หนุ่มแห่งดอยขุนยะ ที่ทิ้งท้ายด้วยหัวใจก่อนลาจากกัน...

ขอขอบคุณ

พี่ปู คุณรักษพล  เนื่องดุลยศักดิ์ พนักงานกิจการเพื่อสังคม กับฝีมือการขับรถระดับขั้นเทพ ที่พาทีมงานสานสุขไต่ขึ้นดอยสูง ฝ่าสายฝน ไปพบกับเรื่องราวดี ๆ และเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ
 

            “การปลูกกาแฟคู่ไปกับไม้บังร่ม 5 ชั้น แม้จะแตกต่างแต่ธรรมชาติก็ดูแลเกื้อกูลกัน กิ่งก้านร่มใบช่วยบังเงาแดด แบ่งปันให้ได้รับแสงกันอย่างเหมาะสม รากไม้ต่างชนิดแต่เกาะเกี่ยวประสานกันเป็นร่างแหช่วยเก็บความชุ่มชื้นไว้ในดิน ไม่ว่ารากไม้คลุมดินหรือรากไม้ในป่าใหญ่ก็พึ่งพากัน เหมือนคนเราที่แม้จะมีความแตกต่างกัน ถ้าแต่รักใคร่เกาะเกี่ยวกันไว้เป็นกลุ่ม การรวมกลุ่มสำคัญ เพราะจะเกิดเป็นพลังที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้” 
                                                                                 วิรัตน์ พงษ์พนาชีวิน

 

ล้อมกรอบ 1

‘โครงการวิจัยและพัฒนาการปลูกและผลิตกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ เป็นความร่วมมือระหว่าง ปตท. และมูลนิธิโครงการหลวง โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการปลูกกาแฟในระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติภายใต้วิถีพอเพียง และกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน องค์กร และภาคีเครือข่ายอย่างยั่งยืน ดำเนินงานระหว่างปี 2557-2560 ในพื้นที่ดอยขุนยะ    ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ด้วยภารกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรบนพื้นที่สูง การพัฒนาศักยภาพต่างๆ ให้กับเกษตรกรอาสา การส่งเสริมและผลิตกาแฟที่มีคุณภาพในระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการบริหารจัดการดินและน้ำอย่างเหมาะสม ซึ่งทาง ปตท. จะรับซื้อเมล็ดกาแฟเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในร้านคาเฟ่ อเมซอน ที่มีอยู่กว่า 1,500 สาขา ทั้งในประเทศไทย ลาว และกัมพูชา เพื่อให้ผู้บริโภคได้สนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรไทย

 

ล้อมกรอบ 2

             การจัดระบบปลูกกาแฟในพื้นที่ใหม่ ที่จะสร้างระบบการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จะแบ่งการปลูกต้นไม้เป็น 5 ชั้น ได้แก่ -ชั้นที่ 1 ปลูกหญ้าแฝก เป็นแนวป้องกันการพังทลายของดิน และช่วยอนุรักษ์ดิน

-ชั้นที่ 2 ปลูกต้นกาแฟพันธุ์อราบิก้า ที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์จากมูลนิธิโครงการหลวง

-ชั้นที่ 3 แนวไม้บังร่มถาวร ชั้นที่ 1 ปลูกระหว่างแถวกาแฟเพื่อช่วยลดปริมาณแสงในระยะการเติบโต 3 ปีแรก เป็นไม้ขนาด

กลาง โตเร็ว และสร้างรายได้ อาทิ มะขามป้อม กล้วย ถั่วมะแฮะ

-ชั้นที่ 4 แนวไม้บังร่มถาวร ชั้นที่ 2 เพื่อเป็นร่มเงา ช่วยปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับการเติบโตของต้นกาแฟ อาทิ กางขี้มอด

ซิลเวอร์โอ๊ก สะตอ ขนุน พฤก ถ่อน นนทรี เหรียง

-ชั้นที่ 5 แนวกันชน เพื่อเป็นตัวแบ่งเขตระหว่างพื้นที่ดำเนินโครงการ กับพื้นที่ป่าเดิม โดยปลูกต้นไม้ที่มีเรือนยอดสูง                        

แตกต่างจากไม้เดิม อาทิ นางพญาเสือโคร่ง

67