สนามกีฬาแห่งอาเซียน

ท่องโลกอาเซียน ฉบับที่ 26 เดือนมกราคม - มีนาคม 2560
สนามกีฬาแห่งอาเซียน


สนามกีฬาแห่งอาเซียน

 

            ในปีนี้อาเซียนของเรากำลังจะมีงานใหญ่ คือกีฬาซีเกมส์ 2017 เป็นกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 29 ซึ่งมาเลเซียได้เป็นเจ้าภาพ ตอนนี้ทัพนักกีฬาของแต่ละชาติจึงเร่งฟิตร่างกายกันใหญ่เพื่อเตรียมชิงชัย โดยในครั้งนี้มี 11 ประเทศเข้าร่วม คือ 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน บวกกับอีก 1 ประเทศใหม่ คือ ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย ได้แยกตัวเป็นเอกราชเมื่อ พ.ศ. 2545 มาเลเซียให้คำขวัญกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ว่า ‘Rising Together’ หรือ ‘ก้าวหน้าไกลไปด้วยกัน’

            เปิดโลกอาเซียนฉบับนี้ เราจึงจะพาทุกท่านไปรู้จักกับสนามกีฬาของแต่ละประเทศ เพราะแต่ละแห่งล้วนพิเศษ สะท้อนเอกลักษณ์ รสนิยม รวมถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ได้ดีทีเดียว

            เริ่มต้นกันที่มาเลเซีย มีสนามกีฬาแห่งชาติชื่อ ‘สนามกีฬาแห่งชาติบูกิตจาลิล’ (The Bukit Jalil National Stadium) เปิดใช้เมื่อ พ.ศ. 2539 อยู่ทางใต้ของกัวลาลัมเปอร์ เป็นสนามอเนกประสงค์ที่ทันสมัย จุคนได้มากถึง 100,000 คน และจะใช้เป็นสนามหลักในพิธีเปิด-ปิดซีเกมส์ครั้งที่ 29 ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 ด้วย

            ในส่วนของสิงคโปร์ก็ยิ่งใหญ่ทันสมัยไม่แพ้ใคร ก้าวล้ำด้วยสนามกีฬาลอยน้ำใหญ่ที่สุดในโลก คือ ‘สนาม The Float at Marina Bay’ เป็นสนามลอยน้ำอยู่ด้านหน้าอ่าวมารินาเบย์ ใช้จัดแข่งกีฬาสำคัญของประเทศ นอกจากนี้สิงคโปร์ยังมีสนามแข่งรถสูตร 1 หรือรถ Formula 1 ที่พิเศษสุดในโลก เพราะเป็นสนามแข่งบนถนนใจกลางเมือง แถมยังแข่งตอนกลางคืนอีกด้วย โดยมีอัฒจันทร์เป็นช่วงๆ ให้ผู้ชมได้ตื่นเต้นกับเสียงเครื่องยนต์อันทรงพลัง และความเร็วกว่า 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อผ่านอัฒจันทร์ไป

            ทีนี้ก็มาถึงคิวของเมียนมา ที่เพิ่งสร้างเมืองหลวงใหม่ชื่อเนปยีดอไปเมื่อ พ.ศ. 2549 เขาเลยสร้างสนามกีฬาแห่งชาติใหม่ แทนสนามธูวันนา (Thuwunna Youth Training Centre Stadium) ที่ย่างกุ้ง โดยสนามใหม่ตั้งเด่นอยู่ในเนปยีดอ ชื่อ ‘สนามกีฬาวัณณสิทธิ’ (Wunna Theikdi Stadium) จุได้ 30,000 คน เปิดใช้เมื่อ พ.ศ. 2555 และเคยใช้แข่งกีฬาซีเกมส์ 2013 และอาเซียนพาราเกมส์ 2014 ทำให้รัฐบาลเมียนมาภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้มาก

            สำหรับพี่เบิ้มในอาเซียน คืออินโดนีเซีย มี ‘สนามเกลอรา บังการ์โน สเตเดียม’ (The Gelora Bung Karno Main Stadium) เป็นสนามกีฬาแห่งชาติ ตั้งอยู่ในกรุงจาการ์ต้า ตั้งชื่อขึ้นตามประธานาธิบดีคนแรก ลักษณะเป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์ ที่จริงๆ แล้วใช้แข่งฟุตบอลเป็นหลัก เดิมจะสร้างให้จุคนได้มากถึง 120,800 คน แต่ด้วยเศรษฐกิจตกสะเก็ด จึงลดเหลือเพียง 88,083 ที่นั่ง ซึ่งก็ยังถือว่ามากอยู่ดี โดยสนามแห่งนี้เปิดใช้เมื่อ พ.ศ. 2505 เคยใช้จัดกีฬาซีเกมส์ปี 1979, 1987, 1997 และ 2011 มาแล้ว

            จากนั้นก็ไปกันที่ลาว มีสนามกีฬาใหญ่สุดคือ ‘สนามกีฬาแห่งชาติลาว’ (Lao National Stadium) จุคนได้ 25,000 คน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2552 อยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ ใช้แข่งฟุตบอลเป็นหลัก และเคยใช้ในพิธีเปิด-ปิด กีฬาซีเกมส์ 2009 ส่วนประเทศกัมพูชาก็มี ‘สนามกีฬาโอลิมปิกแห่งชาติ’ (Olympic Stadium Phnom Penh) อยู่ในกรุงพนมเปญ จุคนได้ 50,000 ที่นั่ง ใน พ.ศ. 2566 จะใช้จัดกีฬาซีเกมส์ 2023 ที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพ และสำหรับเวียดนามก็มี ‘สนามกีฬาหมีดิ่ญ’ (Mỹ Đình National Stadium) เป็นสนามกีฬาใหญ่สุด เคยใช้จัดกีฬาซีเกมส์ 2003 ซึ่งเวียดนามเป็นเจ้าภาพ และได้ครองถึง 158 เหรียญทอง

            สำหรับประเทศที่เป็นหมู่เกาะอย่างบรูไนและฟิลิปปินส์ก็ไม่ยอมแพ้ใครในด้านกีฬา บรูไนสร้างสนามกีฬาแห่งชาติขึ้นโดยให้ประชาชนช่วยกันบริจาคเงินสมทบถึง 1,102,761.57 ดอลลาร์ฯ ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ จากงบ 100 ล้านดอลลาร์ฯ ที่ใช้สร้างจริง แต่ถึงกระนั้นก็ยังสะท้อนได้ว่า คนบรูไนคลั่งไคล้กีฬามากแค่ไหน สนามนี้ชื่อ ‘สนามกีฬาแห่งชาติฮัสซานัล โบลเกียห์’ (Hassanal Bolkiah National Stadium) จุได้มากถึง 28,000 คน และสำหรับฟิลิปปินส์ก็ตั้งชื่อสนามกีฬาแห่งชาติตามผู้ที่กอบกู้เอกราชจากสเปน คือ ท่านโฮเซ ไรซาล สนามนี้จึงชื่อว่า ‘สนามไรซาล เมโมเรียล สเตเดียม’ (Rizal Memorial Stadium) ฟิลิปปินส์ยังมีสนามฟุตบอลในร่มใหญ่ที่สุดในโลกด้วย ชื่อ ‘New Era University (NEU) Stadium’ จุผู้ชมได้มากถึง 25,000 คน ไม่ธรรมดาเลย

            ปิดท้ายเรื่องราวสนามกีฬากันที่เมืองไทย นอกจากจะมี ‘สนามศุภชลาศัย (กรีฑาสถานแห่งชาติ)’ เป็นสนามกีฬาแห่งชาติเดิม ที่เปิดใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2481 และยังคงใช้มาจนปัจจุบันแล้ว ตอนนี้เรายังมี ‘สนามราชมังคลากีฬาสถาน’ เป็นสนามกีฬาใหญ่ที่สุดของไทย ความจุ 49,722 ที่นั่ง สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พ.ศ. 2531 ด้วย เป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์ที่ใช้ทั้งแข่งกีฬา และจัดคอนเสิร์ต

อาเซียนแต่ละประเทศมีของดีของเด่นต่างกันไป โดยเฉพาะในด้านกีฬา เราจึงเป็นภูมิภาคที่เข้มแข็ง ไม่แพ้ใครในโลกจริงๆ