สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ สถานีแห่งความสุขทุกเวลา

ไดอารี่สีเขียว ฉบับที่ 26 เดือนมกราคม - มีนาคม 2560
สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ สถานีแห่งความสุขทุกเวลา


          เมื่อเอ่ยถึงชื่อ ‘จังหวัดเชียงใหม่’ ใครหลายคนคงจะนึกถึงภาพของดินแดนที่เต็มไปด้วย ภูเขาสูงสลับซับซ้อน ป่าไม้ สายธาร ทะเลหมอก และดอกไม้อันเต็มไปด้วยความสดชื่น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ที่คลื่นความเย็นจากซีกโลกเหนือได้พัดผ่านลงมาโอบกอดเชียงใหม่ไว้ กลายเป็นเวลาแสนสุขที่เราจะได้ขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติของเชียงใหม่กันให้เต็มอิ่ม

         ดอยอินทนนท์ คือหนึ่งขุนเขาตระหง่านในเชียงใหม่ ที่ห่มคลุมด้วยไอหมอกหนาวชั่วนาตาปี อีกทั้งอินทนนท์ยังเป็นยอดดอยสูงสุดแดนสยาม ครองความสูงถึง 2,565 เมตร ผืนป่าจึงอิ่มอุดมด้วยป่าดงดิบเขาที่มีลักษณะคล้ายป่าดึกดำบรรพ์ ต้นไม้ใหญ่มีพืชทั้งมอส ไลเคน เฟิน และกล้วยไม้ งอกงามเขียวสดห่อหุ้มลำต้นไว้ราวกับต้นไม้ใส่เสื้อ นับเป็นความอัศจรรย์ทางธรรมชาติ ที่ใครเห็นก็ต้องตะลึง ทว่าบนดอยอินทนนท์นี้ยังมีอีกสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่ง ซึ่งต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ปีหนึ่งๆ นับแสนคน ที่นั่นคือ ‘สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์’ (หรือ โครงการหลวงอินทนนท์) แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro-Tourism) ยอดนิยมของเชียงใหม่และของไทยมาหลายสิบปี เพราะเมื่อได้มาเยือนครั้งใด สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความสดชื่น เบิกบาน มองไปทางไหนก็มีแต่ธรรมชาติของดอกไม้ และพืชผักผลไม้เมืองหนาว อีกทั้งยังมีป่าเขาลำเนาไพร สายน้ำ และวิถีชีวิตของชาวเขาเผ่าม้งให้เรียนรู้อีกด้วย ยิ่งกว่านั้นสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อย และมีที่พักสะดวกสบาย พร้อมให้เราพาครอบครัวไปพักผ่อน เติมเต็มความสุขกันได้ตลอดปี โดยเฉพาะฤดูหนาวราวๆ เดือนพฤศจิกายน ถึงกุมภาพันธ์ ที่อากาศบนดอยอินทนนท์กำลังเย็นฉ่ำ บรรยากาศจะคึกคักที่สุดในรอบปีเลย

          แต่หากเราจะย้อนเวลากลับไปก่อนปี พ.ศ. 2522 ก็จะพบกับเหตุการณ์ที่อินทนนท์กำลังถูกบุกรุกผืนป่า มีการถากถางทำไร่เลื่อนลอยโดยชาวเขาท้องถิ่น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสถานีเกษตรหลวงอินทนน์ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2522 เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้ชาวเขาเหล่านั้นเลิกทำไร่เลื่อนลอย แล้วหันมาทำอาชีพเกษตรกรรมบนดอยสูง ปลูกไม้ผลเมืองหนาว ควบคู่กับการศึกษาวิจัยช่วยเหลือจากภาครัฐ ดอกไม้และพืชผักสดๆ ปลอดสารพิษ จึงกลายเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสร้างชีวิตใหม่ให้คนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทุกวันนี้เราสามารถขับรถกินลมชมวิว จากเชิงดอยอินทนนท์ที่อำเภอจอมทอง ก่อนถึงด่านเข้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่ยอดดอย สองข้างทางเราจะเริ่มเห็นแปลงผักนานาชนิด เขียวสดหมุนเวียนให้เก็บไปจำหน่ายตลอดปี แถมยังมีแปลงดอกไม้สวยๆ อย่างดอกเบญจมาศ ดอกลิลลี่ ดอกโรโดเดนดรอน (กุหลาบพันปี) สีขาวและสีชมพู ฯลฯ เบ่งบาน แวะถ่ายภาพได้งามไม่แพ้ไปเที่ยวเมืองนอกเลยทีเดียว หรือจะแวะเข้าไปที่โรงเรือนปลูกเลี้ยงกล้วยไม้หายาก คือ ‘กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์’ ชมความมหัศจรรย์แห่งพรรณพฤกษาที่ธรรมชาติมอบเป็นของขวัญให้เรา

          การมาเที่ยวสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ คงจะสมบูรณ์ไปไม่ได้ ถ้าหากเราไม่ได้แวะเข้าไปชม ‘งานวิจัยประมงบนพื้นที่สูง’ ซึ่งมีบ่อเลี้ยงปลาเรนโบว์เทราต์ (Rainbow Trout) และปลารัสเซียนสเตอร์เจียน (Russian Sturgeon) ให้ชมอย่างใกล้ชิด โดยปลาสองชนิดนี้เป็นปลาในเขตหนาวของโลก ชอบแหวกว่ายอยู่ในลำธารน้ำเย็น จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาเลี้ยงขยายพันธุ์บนดอยอินทนนท์ของเรา ปลาเรนโบว์เทราต์นั้นจริงๆ แล้วเป็นญาติสนิทกับปลาแซลมอนที่หลายคนชอบ ส่วนปลารัสเซียนสเตอร์เจียน ก็เป็นปลาขนาดใหญ่ เมื่อโตเต็มที่ยาวได้ถึง 2.3 เมตร และไข่ของมันนั่นเองที่เรียกว่า ‘ไข่คาร์เวีย’ กิโลกรัมละ 50,000 กว่าบาททีเดียว ทีนี้เมื่อชมแล้ว ก็ถึงเวลาชิม ทางสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์เขามีร้านอาหารอย่างดี พร้อมเมนูปลาทั้งสองชนิดนี้ทำเป็นสเต๊กรสเลิศ ทานคู่กับสลัดผักปลอดสารพิษ ถือว่าเป็นสุดยอดเมนูที่หาชิมยาก แต่มีให้ลิ้มลองกันสดๆ บนดอยอินทนนท์ ไม่ต้องบินไปชิมถึงเมืองนอกเลย

          ลมหนาวยังคงพัดแรงบนดอยอินทนนท์ คล้ายสรรพสำเนียงจากธรรมชาติ เชิญชวนให้เราเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์สนุกๆ น่าเรียนรู้อีกมากมายไม่รู้จบ ดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือดอกซากุระเมืองไทย สีชมพูกำลังเบ่งบานรับลมหนาวในสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ นี่คือภาพงดงามแสนประทับใจแห่งดอยสูง ที่เราอยากบอกต่อให้เพื่อนๆ ได้ไปสัมผัสด้วยตัวคุณเอง

คู่มือนักเดินทาง : สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ตั้งอยู่ที่บ้านขุนกลาง  หมู่ 7  ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงสถานีฯ ประมาณ 90 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่-จองทอง) ถึง กม.57 เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 ขึ้นดอยอินทนนท์ และสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์

ข้อมูลเพิ่มเติม : โทร. 0 5328 6777 หรือเว็บไซต์ของมูลนิธิโครงการหลวง http://royalprojectthailand.com